และแล้ว วันทีผมรอคอยก็มา 1 ปีเต็มๆ ก็มาถึงจนได้ วันที่ 6 ตุลาคม เป็นวันเกิดของผม
วันนี้ ผมถูกคุณแม่ปลุกให้ตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี
คุณแม่ผู้แสนดีเตรียมของตักบาตรให้แต่เช้า มีดอกไม้ธูปเทียน ข้าวสวย กับข้าวสองอย่าง และขนมหวาน
พระสงฆ์เข้ามารับบาตรทีละรูป ทีละรูป เสียงสวดมนต์ให้พรดังขึ้น ผมหลับตาปี๋ คิดว่าวันนี้คงได้บุญมาเพียบแน่เลย
เช้านี้ผ่านไปแล้ว
ถึงตอนเย็นช่วงที่ผมเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ
ขนมเค้กชิ้นโตและของขวัญวันเกิดกำลังรอผมอยู่
ปีนี้คุณแม่จะให้ของขวัญอะไรกับผมนะ
เคยบอกไปหลายครั้งว่าอยากได้จักรยาน กับรองเท้ากีฬา
แต่ระหว่างสองอย่างนี้คุณแม่จะซื้ออะไรให้น๊า
. . . . . . ตื่นเต้นจังเลย
ในที่สุดเค้กช๊อคโกแลตชิ้นใหญ่พร้อมเทียนว่างไสว
ก็ถูกยกมา ผมเองยิ้มแก้มปริ
คุณแม่ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้ผม
ผมอธิษฐานอยู่พักนึงแล้วเป่าเทียน
ฟู่ววว. . . . .
คุณแม่หยิบสมุดกับดินสอส่งให้ผม
ผมสงสัยเล็กน้อย “นี่อะไรหรอแม่ ?”
“ของขวัญวันเกิดไงลูกจ๊ะ”
“อ้าว ทำไมแม่ไม่ซื้อจักรยาน หรือรองเท้ากีฬาเป็นของขวัญเหมือนที่ลูกอยากได้ล่ะ”
เสียงผมเริ่มสั้นเครือ น้ำตาเริ่มซึม คิดถึงของที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะได้
ทุกวันนี้ แม้ผมจะทำสมุดเล่มนั้นหายไปนานแล้ว
แต่ผมยังคงใช้ดินสอที่แม่ให้มา
เขียนหนังสือ และแต่งเพลงที่ตัวเองรัก
จริงๆนะ มันเหมือนกับที่ใครหลายคนบอกไว้จริงๆ
ของบางอย่าง เรื่องบางเรื่อง คนบางคน
ต้องใช้ ‘เวลา’ เป็นเครื่องพิสูจน์
สำหรับความรักของพ่อแม่ก็เหมือนกัน
ผมคิดว่าเราคงประมาณไม่ถูกหรอกว่า
“ท่านรักเรามากเพียงใด”
จนกว่าจะถึงวันที่เรา ได้เป็นพ่อแม่ของใครสักคนนั่นแหละ
แล้ววันนั้น
เราอาจรู้เสียทีว่า
วันนี้ ผมถูกคุณแม่ปลุกให้ตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี
คุณแม่ผู้แสนดีเตรียมของตักบาตรให้แต่เช้า มีดอกไม้ธูปเทียน ข้าวสวย กับข้าวสองอย่าง และขนมหวาน
พระสงฆ์เข้ามารับบาตรทีละรูป ทีละรูป เสียงสวดมนต์ให้พรดังขึ้น ผมหลับตาปี๋ คิดว่าวันนี้คงได้บุญมาเพียบแน่เลย
เช้านี้ผ่านไปแล้ว
ถึงตอนเย็นช่วงที่ผมเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ
ขนมเค้กชิ้นโตและของขวัญวันเกิดกำลังรอผมอยู่
ปีนี้คุณแม่จะให้ของขวัญอะไรกับผมนะ
เคยบอกไปหลายครั้งว่าอยากได้จักรยาน กับรองเท้ากีฬา
แต่ระหว่างสองอย่างนี้คุณแม่จะซื้ออะไรให้น๊า
. . . . . . ตื่นเต้นจังเลย
ในที่สุดเค้กช๊อคโกแลตชิ้นใหญ่พร้อมเทียนว่างไสว
ก็ถูกยกมา ผมเองยิ้มแก้มปริ
คุณแม่ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้ผม
ผมอธิษฐานอยู่พักนึงแล้วเป่าเทียน
ฟู่ววว. . . . .
คุณแม่หยิบสมุดกับดินสอส่งให้ผม
ผมสงสัยเล็กน้อย “นี่อะไรหรอแม่ ?”
“ของขวัญวันเกิดไงลูกจ๊ะ”
“อ้าว ทำไมแม่ไม่ซื้อจักรยาน หรือรองเท้ากีฬาเป็นของขวัญเหมือนที่ลูกอยากได้ล่ะ”
เสียงผมเริ่มสั้นเครือ น้ำตาเริ่มซึม คิดถึงของที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะได้
“ ที่แม่ซื้อสมุดกับดินสอให้ก็เพราะอยากให้ลูกเรียนเก่งๆ โตขึ้นไปลูกจะได้มีเงินซื้อของทุกอย่างที่ลูกอยากได้ไงล่ะ ”คุณแม่พูดพร้อมกับลูบหัวของผมอย่างเอ็นดู
ทุกวันนี้ แม้ผมจะทำสมุดเล่มนั้นหายไปนานแล้ว
แต่ผมยังคงใช้ดินสอที่แม่ให้มา
เขียนหนังสือ และแต่งเพลงที่ตัวเองรัก
จริงๆนะ มันเหมือนกับที่ใครหลายคนบอกไว้จริงๆ
ของบางอย่าง เรื่องบางเรื่อง คนบางคน
ต้องใช้ ‘เวลา’ เป็นเครื่องพิสูจน์
สำหรับความรักของพ่อแม่ก็เหมือนกัน
ผมคิดว่าเราคงประมาณไม่ถูกหรอกว่า
“ท่านรักเรามากเพียงใด”
จนกว่าจะถึงวันที่เรา ได้เป็นพ่อแม่ของใครสักคนนั่นแหละ
แล้ววันนั้น
เราอาจรู้เสียทีว่า
“ทำไมพ่อแม่จึงรักลูก.....มากกว่า..... .....ชีวิตของตัวเอง.....”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น