วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

จะมีประโยชน์อะไร



จะมีประโยชน์อะไร...


ถ้าคุณเป็นแชมป์ Paintball หรือ BB Gun
แต่คุณหนีเกณฑ์ทหาร


ถ้าคุณเป็นแชมป์หมากกระดาน
แต่ไม่เคยวางแผนการทำงานในชีวิต


ถ้าคุณเป็นแชมป์พูดภาษาไทย
แต่ไม่เคยใช้ภาษาในการบอกรักเลย


ถ้าคุณเป็นแชมป์ยกน้ำหนัก 
แต่เวลาไปไหนมาไหน ปล่อยให้ภรรยาอุ้มลูก


ถ้าคุณเป็นแชมป์บาร์เดี่ยว
แต่ปล่อยให้คนแก่โหนรถเมล์อยู่ข้างๆ


ถ้าคุณเป็นแชมป์วิ่งเร็ว
แต่ใช้มันในการหนี


ถ้าคุณเป็นแชมป์รถแข่ง
แต่ฝ่าไฟแดงเป็นประจำ


ถ้าคุณฉลาดล้ำเลิศ
แต่คุยกับใครไม่รู้เรื่อง


ถ้าคุณมี SmartPhone รองรับโปรแกรมนับแสน
แต่ได้ใช้แค่โทรออก กับ รับสาย


ถ้าคูณเป็นสุดยอด Hacker เจาะระบบต่างๆได้หมด
แต่ชอบลืมกุญแจบ้านอยู่บ่อยๆ


ถ้าคุณมีโต๊ะอาหารแบบหมุนได้
แต่คุณกินข้าวคนเดียว


ถ้าคุณมีเพื่อนเป็นร้อย เป็นพัน
แต่วันๆ คุณจ้องแต่ศัตรูแค่คนเดียว


ถ้าคุณเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
แต่ใช้มันแค่ในโลก IT เท่านั้น


ถ้าคุณเป็นนายกรัฐมนตรี ปกครองคนในประเทศหนึ่ง
แต่ลืมปกครองคนที่รักใกล้ตัวไป


ถ้าคุณเป็นศาสตราจารย์มานานหลายปี
แต่แค่ช่วงนาที ไม่มีโอกาสได้สอนตัวเอง


ถ้าคุณเป็นคนของสังคม
แต่ไม่เคยทำตัวน่าชื่นชมให้ได้เห็นเลย


ถ้าคุณมีหนังสือกองโตวางอยู่ที่โต๊ะทำงาน
แต่ไม่เคยอ่าน จนฝุ่นเขรอะ


ถ้าคุณได้ถูกให้คำแนะนำ
แต่คุณยังทำผิดอยู่ประจำ


ถ้าคุณมีหูครบทั้ง 2 ข้าง
แต่ไม่ยอมรับฟังทั้ง 2 ฝ่าย


ถ้าคุณมีตาครบ 1 คู่
แต่ไม่ยอมดูเงาตัวเอง


ถ้าคุณมีปาก
แต่คุณไม่ยิ้มแย้มเลย :(


______________________________________

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...

คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี
1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที
ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม.... ไม่เลว 3,120 สัปดาห์


อุแม่เจ้า....แสดงว่า
เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง
คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา
แทบเบือนหน้าหนีจากปฏิทิน
เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก...
เปล่าเลยผมไม่ได้กลัวตาย
และขอโทษที่หากเรื่องอาจไม่ค่อยขำ
แต่ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวนในเชิงตัวเลข
ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน
เพลงอีกหลายเพลงยังไม่ได้ฟัง
หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดู
ความรู้สึกในใจอีกมากมายที่ยังไม่เคยบอก
พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป โอ๊ย..... กลุ้ม
สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามัน
น้อยเกินไปจริง ๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้นคือ
ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี
แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่าบางคนไม่ได้มีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วันหรอกนะ
อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ!


อุแม่เจ้าเทค 2
คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึง
สามพันวันแล้วเหรอเนี่ย!!!!
คิดแบบนี้ต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู
กางปฏิทินออกกว้าง ๆ
เพราะมันคือเวลาที่เราเหลือ.... บนโลกนี้
นี่ฉันกำลังทำบ้าบออะไรอยู่.....ไม่เลยน้องสาว
นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งสิ้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน
เอาล่ะ งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 17 ปี
แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,205 วัน
และผ่านคืนวันเสาร์มาร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น...
คำนวณเองบ้างซิว้อยย...
เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลา (ที่คาดว่าจะ) เหลืออยู่
ผลลัพธ์ที่ได้
เราจะทำยังไงกับมันดี ....


แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ
นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวัน ๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้
เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า ' เงินเดือน '
บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี 
ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ
ไม่ก็เห็นแค่ว่าเพื่อนเรียน
เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่า กูจะเป็นอะไรดี
บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น
ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น
แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเองเหลืออยู่แต่ความ
รู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน
บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวันๆ
ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ คุณแน่ กูแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ....คุณบ้า
และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา' ชีวิตมันว่างจัด
ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย
บอกตรงๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล
เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี
อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน ..... แล้วนะ


ลองคิดแบบนี้บ้าง
ใช่แล้ว... เราจะเกิดความเสียดาย
เพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านที่เรายังไม่ได้ทำ
ตายได้ไง หากฝันไม่สำเร็จ
ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย
แต่ให้รีบทำทุกอย่าง ก่อนที่จะตาย... ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้
และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...
มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า
เอาแบบตายวันตายพรุ่งก็จะได้นอนตายตาหลับ
ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า....พรุ่งนี้ฉันจะตายแล้ว
ทำงานในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก
ตามความฝันของเราไปสุดโต่ง...ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง
รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี
ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย... เพราะพรุ่งนี้ฉัน (อาจจะ) ตายแล้ว
ใช้เวลา (ที่อาจจะ) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้
กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดครั้งสุดท้ายของเรา
นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะอย่างน้อยๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล 


....คนข้างบ้านเดินแป้นแล้นมาบอกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน
ในมือมีซองสีชมพูพร้อมการ์ด
ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น
แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง
เมื่อกี๊ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทรมาปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน...
หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย...
แต่กว่าคนเป็นแม่จะรู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน
ซองในมือผม กลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้ กลายเป็นพวงหรีด
และทั้งหมดกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากจะบอก
ว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ
อ้าว... รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก
รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ
เดี๋ยวตายซะก่อน.... เสียดายแย่

______________________________________

ความสุขซื้อหาได้ด้วยความสงบ

        เวลาที่เราเหนื่อยจากงาน ท้อแท้ใจกับความรัก เบื่อสังคม เบื่อผู้คน
ชีวิตต้องแบกรับความเครียดไว้มากมายก่ายกอง โดยที่ไม่ได้ถ่ายเทมันออกไป
เรามักจะนึกถึงอะไรกันบ้าง แน่นนอนวันหยุดยาวๆ ทะเล ช้อปปิ้ง หรือ สปา


        แต่ถ้าความหมายของการนึกถึง คือ อยากจะไปให้พ้น ความกดดันทั้งหลายแหล่ของชีวิต
เรากำลังโหยหาความสุขขั้นรุนแรง เราต้องยอมรับว่าคนทุกคนต่างอยากมีความสุข
เพราะความสุขคืออาหารหล่อเลี้ยงชีวิตให้เราได้เติบโต 
ให้เราได้มีความรัก 
ให้เราได้ออกเดินทางไปใช้ชีวิตบนโลกกว้างอย่างสนุกและเป็นสุขใจ 
ให้เรามีแรงกำลังทำอะไรต่อมิอะไรได้อย่างเต็มที


        แต่เมื่อเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆเราจะพบความจริงข้อหนึ่งของชีวิต นั้นก็คือความสุขจะอยู่กับเราน้อยลง
เพราะเมื่อเราโตขึ้น เรามีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นตามวัย 
เราต้องออกไปทำงานทุกวัน กลับเข้ามาบ้านด้วยความอ่อนล้า 
และตื่นขึ้นมาเพื่อออกไปทำงานเหมือนเดิม มันคือวงจรชีวิตที่บางครั้งก็น่าเบื่อ


        แต่เราก็ต้องยอมรับวงจรนั้น เพราะนั้นคือชีวิตของเราเอง
เมื่อชีวิตต้องมีหน้าที่ มีภาระ ความสุขก็เลยเดินห่างไปเรื่อยๆ
และเราก็โหยหามันอยู่เรื่อยๆโดยไม่ต้องสงสัย


        เรามักจะคิดกันอยู่เสมอว่า ถ้าได้ไปโน่น ได้ทำนี่ เราคงมีความสุข 
ถ้าได้กินนี้ ได้ดูโน่น เราคงไม่ทุกข์เหมือนที่กำลังทุกข์อยู่


        สิ่งที่เราคิดกันนั้นมันสะท้อนให้เห็นว่า....
เรากำลังซื้อความสุขใส่ตัวด้วยความหวัง ด้วยจินตนาการ 
และเราก็ไม่ได้มีความสุขบนโลกของความเป็นจริงเลย


        ถ้าหากตอนนี้เรากำลังกำความทุกข์เอาไว้ในมือ อย่างเหนียวแน่ 
โดยที่ไม่ยอมคลายและทิ้งมันลงเสียบ้าง
เราจะอยู่กับปัจจุบันด้วยความเหนื่อยใจเหนื่อยกาย และกดดันชีวิตตัวให้เป็นทุกข์
จงผ่อนและคลายชีวิตด้วยความสงบ แล้วเราจะพบเจอความสุขได้ทุกเมื่อตามที่เราต้องการ.....

______________________________________

ก่อนวาด

        การคบใครสักคนต้องใช้เวลามหาศาล
เวลา..ซึ่งแบ่งมาจากโลกใบหนึ่งที่เคยมีเราวิ่งเล่นอยู่ตามเส้นรอบวงอย่างเป็นสุข
การมีใครสักคนเข้ามาในชีวิตจึงหมายถึงการวางแผนที่จะวิ่งสองคนบนโลกหนึ่งใบ 
จึงเป็นเหมือนการคิดที่จะวาดรูปของอนาคตร่วมกัน


        การวาดรูปสักรูปอาจต้องการใช้พู่กันหลายขนาด อาจต้องใช้สีหลายประเภท
และอาจต้องมีแก้ มีลบ มีวาดใหม่อยู่นับครั้งไม่ถ้วน
และบางที อาจไม่เป็นอยางที่เราฝันเอาไว้


        การจะวาดรูปสักรูป...
อย่างน้อยๆก้อควรมีอะไรสักอย่างที่ไปในทางเดียวกัน เช่น
การเลือกโทนสี อาจจะไม่ใช่โทนเดียวกัน แต่ก็ไม่ควรขัดแย้งกันจนรูปดูผิดไปจากความตั้งใจ

        การวาดแล้วลบหลายๆคร้งจะทำให้กระดาษเปื่อยยุ่น สีจะไหลซึมและไม่ชัดแจน
ยิ่งลบหลายครั้งยิ่งแก้ไขยาก ยิ่งลงสีไวเยอะยิ่งสิ้นเปลือง
หากต้องการให้ภาพสวยอาจจะต้องใช้กระดาษใหม่นั้น
ก็ยังไม่อาจประกันว่าภาพจะสมบูรณ์อย่างที่เราคิดไว้ว่าภาพต่อไปจะออกมาดี


        คนที่รักกัน..แม้ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันไปทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ควรจะต่างกันไปทุกเรื่อง
การที่จะมีใครสักคนเข้ามาในชีวิต จึงต้องมีอะไรที่คล้ายกันบ้าง ต้องเรียนรู้ ต้องทำความเข้าใจกันบ้าง
ใครเป็นอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือจะใช้สีไหน กระดาษอะไร ต้องคุยกัน
ไม่ใช่พอตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ต้องตามปรับเปลี่ยนในเวลาที่จะแก้ไขอะไรก็ยากแล้ว
เหมือนรูปที่ไม่ได้วางแผน พอวาดแล้วต้องมาลบ มาแก้อยู่ตลอดเวลา


        ก่อนจะวาดรูปร่วมกับใครสักคน คงจะเป็นเรื่องดี..
หากได้มีเวลานั่งคุยกันว่า เราชอบสีชนิดไหน กระดาษแบบไหน ใช้พู่กันอยางไร และเราจะวาดรูปอะไร
เมื่อตกลงกันได้ก็ลงมือวาด อาจผิดพลาดบ้างก็ยังพอแก้ไข อาจต้องเปลี่ยนกระดาษใหม่แต่คงไม่บ่อย
แต่ถ้าคุยกันแล้วไม่ใช่..ไม่ชอบ ก็แยกย้ายกันไปวาด ตามความชอบ ความฝันของใครของมัน
หรือหากได้ลองอวาดด้วยกันแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่ทนวาด เพื่อที่จะเปลี่ยนกระดาษให้ภาพเลอะเทอะ


        ครั้งแล้วครั้งเล่า
การคบใครสักคนอาจต้องใช้เวลามหาศาล
แต่เมื่อได้ทำความเข้าใจกันแล้ว คุยกันแล้ว มันไม่ได้ มันไม่ใช่ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนคบกัน
เพราะอาจจะยังมีคนมากมายที่ชอบรูปภาพเหมือนเราและโลกนี้ก็ยังกว้าง 
ยังมีที่ให้วางเฟรมผ้าใบอีกมากมาย

______________________________________


วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

เพื่อนสนิท

          "คุณเคยแอบรักใครบ้างไหมครับ?"
          แอบรักแบบเนียนๆ จนไม่มีใครจับได้ "แม้แต่เจ้าตัวที่ถูกรัก"
          ถ้าเป็นเรื่องจีบสาวผมคงไม่สู้ใคร แต่ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ผมคงต้องบอกว่า 
ผมนี่แหละนักแอบรักตัวจริง
          4 ปี ที่ผมกับฝ่ายใช้ชีวิตร่วมกันในรั้วมหาวิทยาลัย 
คุณเชื่อไหมว่าอัลบั้มรูปที่บ้านผมมีรุปของเราตั้งแต่วันแรกที่รับน้อง ยันสุดท้ายที่รับปริญญา
          4 ปี ผมกับฝ้ายไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ จนถูกใครๆ ล้อว่าเป็นคู่ปาท่องโก๋
          4 ปี ที่คำว่า "เพื่อนสนิท" มันทำให้ปากของผมมันแข็งโป๊ก 
จนไม่กล้าที่จะพูดคำว่า...."รัก" หรือ "ชอบ"
          4 ปีจนมาถึงปีที่ 9 จนมาถึงวันนี้ นาทีนี้
          นาทีที่ผมกำลังขับรถอยู่หน้าพวงมาลัย ฟังเพลงของเรา นั่งสูดกลิ่นน้ำหอมติดรถยนต์ที่เธอซื้อมาฝาก แต่ผมกำลังอ่านการ์ดสีชมพูใบหนึ่ง การ์ดที่บอกให้ผมรู้ว่า ฝ้ายกำลังจะแต่งงานกับชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้จัก มันตลกดีนะครับ


          ผมรู้ว่าเธอชอบกินอะไร ชอบดูหนังแบบไหน
          ชอบเรียนวิชาอะไร เข้านอนกี่โมง ตื่นนอนกี่โมง
          หรือรู้กระทั่งว่า เธอแพ้ยาอะไร
          ผมรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเธอ


                                            ยกเว้นไม่รู้ว่า
                                            ถ้าเธอรู้ว่าผม แอบชอบ เธออยู่
                                            เธอจะคิดกับผมยังไง
                                            และด้วยเหตุผลข้อเดียวที่ผมไม่รู้นี่แหละ
                                            ทำให้ผมเลือกจะปิดปาก
                                            และเก็บอาการของตัวเองให้เงียบที่สุด


          "เมื่อไหร่นายจะมีแฟนกับเขาซะที อยู่คนเดียวมันเหงานะโว้ย"
          นี่คือประโยคคำถามที่ฝ้ายมักกระเซ้าผมบ่อยๆ
          เวลาเธอกำลังมีความรักครั้งใหม่กับใครสักคน


          อันที่จริงแล้ว ผมน่าจะบอกเธอว่าผมเป็นเกย์ซะเลย เธอจะได้เลิกถามคำถามนั้นกับผมเสียที แต่ก็ช่างเถอะครับ ไม่มีประโยชน์อะไรจะไปคิดถึงเรื่องเก่าๆ
ผมยังคงขับรถต่อไป ขับไปจนถึงโรงแรมหรูแห่งหนึ่งที่ฝ้าย และผู้ชายคนนั้นใช้จัดงานแต่งงาน ผมเดินเข้าไปในโรงแรม เดินเข้าไปตามทางเดินที่ถูกปูด้วยพรมแดง เดินเข้าไปจนพบกับคู่บ่าวสาวในชุดสีขาวสะอาดตา


          "เฮ้ย!! ทำไมแกมาช้านักล่ะ" ฝ้ายถามในขณะดึงแขนผม เพื่อให้เข้ามาถ่ายรูปกับเธอ ผมถ่ายรูปกับฝ้ายและเจ้าบ่าวอีกสองสามภาพ ก่อนฝ้ายจะยอมปล่อยตัวผมให้ไปนั่งรวมกับคนอื่นๆบนโต๊ะ
          "บ่าวสาวคู่นี้เหมาะสมกันดีนะคะ" คุณป้าที่นั่งติดๆกัน ชวนผมคุยด้วยการเริ่มคำถามที่ผมไม่ค่อยอยากจะตอบสักเท่าไหร่

          ราวๆ ครึ่งชั่วโมงกับการฟังคุณป้าช่างพูด เปรียบเทียบระหว่างความรักของหนุ่มสาวสมัยก่อนกับหนุ่มสาวสมัยนี้ ผมไม่รู้ว่าเวลาที่ต่างกันจะทำให้คนเรามีรูปแบบความรักที่ต่างกันหรือเปล่า


แต่เท่าที่ผมรู้ ไม่ว่ายุคสมัยใด
โลกสีชมพูที่ถูกทับซ้อนด้วยโลกสีเทาๆ ของเราทุกคน
ไม่เคยขาดแคลน 'คู่รักข้าวใหม่ปลามัน' เลยสักที


          ผมนั่งฟังคุณป้าเล่าเรื่องต่างๆ อยู่นาน พอจบเรื่องนี้แกก็หาเรื่องอื่นมาเล่า พอจบอีกเรื่องแกก้มีเรื่องอื่นมาแทน ผมทนฟังอยู่นาน จนแอบกล่าวโทษฟ้าดินในใจว่า "ทำไมต้องให้กูมานั่งตรงนี้ด้วยวะเนี่ย"


          และแล้วในที่สุด นาทีสำคัญที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง
          พิธีกรบนเวทีประกาศเชิญตัวคู่บ่าวสาว ขึ้นมากล่าวทักทายและขอบคุณแขกผู้มีเกียรติ
          "ไม่ทราบว่าทั้งคู่มาเจอกันได้ยังไงครับ" พิธีกรกล่าวยิงคำถามแรก ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นคำถามยอดนิยมที่ถูกใช้กันแพร่หลายในงานแต่งงาน


"คือมีเพื่อนแนะนำให้รู้จักค่ะ" / "ครับใช่ครับเพื่อนแนะนำให้รู้จัก"
          เจ้าบ่าวและฝ้ายตอบคำถามด้วยอาการเขินอาย


          ทุกคนในงานล้วนชื่นมื่น มีแต่ผมเท่านั้นที่นั่งดื่มเพื่อทบทวนเรื่องราวระหว่างเรา ไม่ใช่สิ คงต้องพูดว่าเรื่องราวของผมคนเดียวน่าจะถูกกว่า ใครก้ว่าความลับไม่มีในโลก ไม่จริงหรอกครับ ตัวผมนี่แหละเก็บความลับมานักต่อนัก บางทีตอนนี้ ผมอาจกำลังใช้กรรมที่เคยทำไว้กับพ่อแม่ในสมัยเด็กๆ ก็ได้
          สมัยเรียนอยู่ชั้นประถม ผมไม่ค่อยตั้งใจเรียนกับเขาสักเท่าไหร่ พอผลการเรียนออกก็เลยติดศูนย์เป็นประจำ และสิ่งที่ผมทำต่อจากนั้นก็คือนำสมุดพกเจ้าปัญหาไปซ่อนเอาไว้ ซ่อนไว้จนมันกลายเป็นความลับไปตลอดกาล เหมือนกับความรู้สึกของผมที่มีต่อฝ้ายมาตลอดระยะเวลาเก้าปี




           สติของผมถูดเรียกกลับมาที่งานอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงปรบมือจากผู้คนรอบๆโต๊ะ ฝ้ายและเจ้าบ่าวเดินลงจากเวที ผมไม่รู้ว่าบนเวทีพวกเขาได้พูดอะไรกันไปบ้าง แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงเสียมันก็คงไม่เกี่ยวกับผมเท่าไหร่ ฝ้ายเดินเข้ามาหาผมแล้วยิ้ม หัวเราะ และพูดเล่นเหมือนที่เคยมา
          "เป็นไง..วันนี้แกว่าฉันสวยไหม"
          "ฮืม..." ผมตอบคำถามแบบขอไปที
          อันที่จริงเมื่อก่อนฝ้ายมักถามคำถามนี้กับผมบ่อยๆ ถามทุกครั้งเวลาลองชุดในร้านเสื้อผ้า ถามทุกครั้งเวลาผมไปรับเธอที่บ้าน และถามทุกครั้งเวลาที่เธอกำลังจะออกไปทานข้าวมื้อแรกกับหนุ่มๆ ที่มาจีบ
          และ "ฮืม..." ก็คือคำตอบสุดท้ายที่เธอได้รับจากผม แต่วันนี้อาจต่างจากวันก่อนๆ จริงสินะ วันแต่งงานคือวันที่ผู้หญิงทุกคนต้องสวยที่สุด ผมคิดเอาเองว่าฝ้ายน่าจะคิดอย่างนั้น


          ฝ้ายยังไม่ละความพยายามที่จะได้รบเร้าขอคำตอบที่อยากได้ยินจากผม "เวลาคนเขาถามว่าสวยไหม ตอบได้แค่สองอย่างคือ สวยกับไม่สวย เข้าใจไหมนายบื้อ" ฝ้ายอธิบายยกใหญ่ก่อนถามขึ้นมาอีก
          "เอ๊า!! สรุปว่าวันนี้ฉันสวยรึเปล่า?"
ผมยิ้มก่อนตอบไปอย่างง่ายๆ ตามควารู้สึกของตัวเอง
          "สวยสิ สวยที่สุด"
          หลังจาดเอ่ยคำนั้นจบ ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามันง่ายจริงๆ ง่ายกว่าที่ผมคิดไว้มากาย ง่ายจนผมต้องกลับมาถามตัวเองว่า


                                 ที่ผ่านมา ผมรออะไรอยู่
                                 ทำไมถึงได้รู้สึกอาย
                                 จนไม่กล้าที่จะชมผู้หญิงคนนี้ออกไปสักครั้ง


          "ฝ้าย...ฮืมม เราขอตัวกลับก่อนดีกว่า" ผพูดตัดบทเพราะเห็นว่าฝ้ายน่าจะมีอะไรต้องทำอีกมาก และอะไรที่ว่าอาจทำให้ผู้รู้สึกว่าจากนี้ไป ผมคงไม่ใช่คนสำคัญที่สุดสำหรับเธออีกต่อไปแล้ว
          "อ้าว ทำไมแกรีบกลับนักล่ะ ไหนว่าพรุ่งนี้ว่างไม่ใช่หรอ"
          "พอดีเรานึกได้ว่า ต้องไปสัมมนาที่ต่างจังหวัดน่ะ" ผมรีบหาข้อแก้ตัวยกใหญ่ แต่ฝ้ายคงเดาออกว่าผโกหก ซึ่งเธอก็อาจคิดน้อยใจไปเองตามประสา ว่าผมคงรีบกลับไปดูละครโทรทัศน์หลังข่าวที่บ้าน ไม่ก็รีบออกไปสังสรรค์กับเพื่อนตามประสาหนุ่มโสด ไม่ว่าเธอจะคิดยังไงก็ตาม ฝ้ายยังใจดีเดินมาส่งผถึงหน้างานเลี้ยง
          เราดินไปด้วยกันบนพรมสีแดง เดินไกลออกไปจากผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง ผมไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ บางทีเธออาจคิดว่าตอนนี้เธอน่าจะอยู่ในงานมากกว่าออกมาเดินส่งผมก็เป็นได้
          "ส่งแค่นี้แหละ เดี๋ยวเราเดินไปเองดีกว่า" ผมไล่ให้เธอกลับเข้าไปในงาน ส่วนเธอได้แต่ยิ้มแล้วก็ยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่แฝงไว้ซึ่งความรู้สึกแปลกๆ ซึ่งผมไม่เคยเห็นฝ้ายยิ้มแบบนี้มาก่อน
          "เอานี่...ฉันให้แก"
          ผมยื่นมือไปรับการ์ดใบเล็กๆ ที่อยู่ในซองจดหมายลายการ์ตูนสีขาว จำได้ว่าเราเคยไปซื้อด้วยกันเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นผมยังบ่นกับเธอว่าชอบทำอะไรไร้สาระ
          แล้วเวลระหว่างผมกับฝ้ายก็หมดลง เมื่อมีชายในชุดขาวหรือที่ใครๆ เรียกว่า 'เจ้าบ่าว' เดินตรงเข้ามาหาฝ้าย
          "ฝ้ายมาทางนี้เถอะ ผมมีผู้ใหญ่จะแนะนำให้คุณรู้จัก"


                                 หลังจากสิ้นสุดคำพูดประโยคนั้น
                                 ผู้ชายชุดขาวก็พาฝ้ายเดินห่างผมออกไปทุกทีๆ
                                 ห่างไปจน...ลับสายตา...ในที่สุด


          ผมกลับมานั่งเงียบๆ ในรถคนเดียวอีกครั้ง อยู่หลังพวงมาลัย เปิดเพลงของเรา สูดกลิ่นน้ำหอมติดรถยนต์ที่เธอซื้อมาฝาก และอ่านการ์ดสีขาวใบหนึ่ง การ์ดสีขาวที่ฝ้ายเขียนเอาไว้ว่า


          "วันนี้มีหญิงสาวที่น่าสงสารคนหนึ่งกำลังจะแต่งงาน หญิงสาวคนนั้น เธอแอบมีความลับบางอย่างกับเพื่อนสนิทของเธอ เธอไม่เคยบอกให้เขารู้ว่าเธอรู้สึกกับเขายังไง เพราะรู้ดีว่าเขาเห็นเธอเป็นแค่เพื่อนสนิทคนหนึ่งเท่านั้น เพื่อนสนิทที่ไม่มีวันเป็นอย่างอื่น นอกจากเพื่อนสนิท แม้เธอไม่ใช่หญิงสาวที่สวยงามในสายตาของเขา แต่เขาคือผู้ชายที่หน้าตาดีที่สุดสำหรับเธอ วันนี้เธอกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งที่เธอไม่เคยรักและเลือกที่จะทิ้งความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อเพื่อนสนิทของเธอไว้เบื้องหลัง เธอจึงคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เธอควรจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของเธอไว้เบื้องหลังสักครั้ง ด้วยการบอกกับเพื่อนสนิทของเธอไปตรงๆ ว่า...ฉันรักเธอ...เธอเคยรู้บ้างไหมว่า...ฉันรักเธอ"


                                                   ผมยังคงนั่งอยู่ในรถคนเดียว. . . . . . 


                                                   อยู่หลังพวงมาลัย . . . เปิดเพลงของเรา . . . 


                                                   สูดกลิ่นน้ำหอมติดรถยนต์ที่เธอซื้อมาฝาก . . .


                                                   นั่งอ่านการ์ดสีขาวที่ฝ้ายเขียนถึงผม . . . .


                                                   ซ้ำไป . . . ซ้ำมา . . . อยู่อย่างนั้น

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความรักกับหน้าปัดวิทยุ

          ตราบใดที่ยังมีเพลงรักซ้ำๆ อยู่บนหน้าปัดวิทยุ 
          นั่นย่อมหมายความว่า
          "เราไม่ได้เป็นคนๆ เดียวในโลกที่เคยอกหัก"


          ดังนั้น...
          เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาวะของคนซ้ำรักแล้ วล่ะก็ ลองเปิดวิทยุฟัง...แล้วหมุนไปยัง 
          คลื่นที่พอใจ ต่อจากนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือ แล้วกดไปขอเพลงที่คิดว่าโดนใจสุดๆ กับดีเจคน 
          โปรด ถ้าโชคดีโทร.ติด ก็นั่งฟังเพลงรักซ้ำๆ ที่ขอให้จบ


          เมื่อเพลงจบแล้ว ลองถามตัวเองซิว่า...
          "เพลงเศร้าๆ มันยังจบได้เลย 
          แล้วความเศร้าของเราล่ะ! จะจบได้รึยัง"


          สำหรับกรณีที่โทร.ไม่ติด ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ 
          เพราะนั่นเป็นการชี้ให้เห็นสัจธรรมที่ว่า
          "ในโลกนี้...ไม่มีใครสมหวังไปเสียทุกเรื่อง"


 ไม่ได้บอกให้ดีใจนะ...แต่ไม่แน่นักหรอก


          ว่าบางทีเพลงอื่น ๆ ที่เราได้มีโอกาสฟังทั้งๆ ที่ไม่เคยขอ
          อาจถูกใจยิ่งกว่าเพลงที่เราอยากจะฟังใจแทบขาด
          ในตอนแรกเป็นไหนๆ ก็ได้... 
          ใครจะไปรู้ . . . . . . . .

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ยางลบสื่อรัก


การให้... คือการแสดงออกอย่างหนึ่งที่ใครหลายๆ คน
มักนำมาเป็นนิยาม ความหมายของคำว่า "รัก"
เมื่อถูกถามได้ว่า... รักคืออะไร ?
ถึงตรงนี้ฉันมีเรื่องราว น่ารักๆ ของหนูน้อยคนหนึ่ง
อยากจะเล่าสู่คุณๆ ได้ฟัง
อืม... ฉันขอตั้งชื่อเรื่องว่า "ยางลบสื่อรัก" ก็แล้วกัน


       "ทรงพลขอยืมยางลบหน่อย"
       เพื่อนจอมซนที่นั่งอยู่ด้านหลังสะกิดเรียกเด็กชายทรง พล
       เด็กชายทรงพลยื่นยางลบสีขาวของตนเองให้ไป ยางลบก้อนนั้นถูกนำไปถูไถกับสมุดของเพื่อน สักพักหนึ่งก็ถูกส่งกลับมา
       เด็กชายทรงพลคือหนูน้อยวัย 5 ขวบ ที่มาโรงเรียนแต่เช้าพร้อมอุปกรณ์เครื่องเขียนครบครั น โดยเฉพาะยางลบ!


          ด.ช.กฤษณะ . . . ชอบเล่นลูกข่าง
          ด.ช.ชูเกียรติ . . . ชอบเล่นซ่อนแอบ
          ด.ญ.ฤทัยชนก . . . ชอบเล่นตุ๊กตา
                            . . . แต่ . . . 
          ด.ช.ทรงพล . . . ชอบให้เพื่อนๆ ยืมยางลบ
          การให้เพื่อนยืมยางลบ ถือเป็นความสุขอย่างยิ่งของมนุษย์น้อยผู้นี้


       ถ้าผู้ใหญ่ตั้งคำถามปริศนากับเด็กน้อยทั้งหลายในโรงเ รียนอนุบาลแห่งนี้ 
       "วันไหนที่พวกหนูมีความสุขมากที่สุด?"
       บางคนอาจจะตอบว่า . . . "วันเกิด"
       บางคนอาจจะตอบว่า... "วันตรุษจีน"
       บางคนอาจจะตอบว่า... "วันปิดเทอม"


       แต่สำหรับเด็กชายทรงพล
       วันที่เขาฉีกยิ้มมากที่สุดคือ
       วันที่ยางลบหมด!!!


แม้ว่าวันนั้นจะเป็นวันที่เด็กชายทรงพล
ต้องเจียดเงินค่าขนมประจำวัน
เพื่อมาซื้อยางลบก้อนใหม่
แต่เด็กน้อยคนนี้ ก็รู้สึกอิ่มเอมหัวใจอยู่ไม่น้อย
เพื่อนนั้นหมายความว่า เขามีเพื่อนเยอะขึ้น
. . . ยางลบก้อนนั้น . . . เล็กลงทุกวัน
. . . แต่เพื่อน . . . ก็เยอะขึ้นทุกที


นอกจากจะได้เพื่อนเยอะแล้ว
เด็กชายทรงพลยังรู้สึกภูมิใจว่าตัวเองเป็นคนดี
ที่ให้เพื่อนยืมยางลบอย่างเต็มใจ


แต่เด็กชายวัย 5 ขวบ คนนี้ยังเยาว์นัก
ที่จะสัมผัสความรู้สึกดีๆ ของคำว่า "ฉันรักเธอ"
ดังเช่นหนุ่มสาว
แต่หนูน้อยน่ารักคนนี้
ก็สามารถเติมเต็มความสุขในหัวใจได้ไม่แพ้กัน
ด้วยคำพูดที่เขาชินหู . . . 


"ทรงพลขอยืมยางลบหน่อย"

รัก..คืออะไร

 "รัก..คืออะไร?"


          เราคงต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งอย่างตั้งใจ
          ถ้าจะตอบคำถามในข้อนี้ให้ง่ายและชัดเจนที่สุด
          เห็นทีจะต้องตอบแบบกำปั้นทุบดิน


 "รัก...ก็คือ...รัก"


          ความรัก...ไม่มีวันเป็นอย่างอื่น
          นอกจากเป็นตัวของมันเอง
          แม้ไม่เคยมีใครได้ยลโฉมของความรัก
          ว่าสวยหล่อขนาดไหน
          แต่ก็เชื่อว่าเราทุกคนสามารถรู้สึกถึงมันได้
          หากเรายังมีหัวใจ! เหลือพอ
          รู้สึกในวันที่เราเจ็บแล้วมีใครบางคนนั่งอยู่ข้างๆ


          แม้เขาคนนั้นไม่ได้เอ่ยปาก
          แต่เราก็ "รับรู้" ได้ว่า เขา "เจ็บ" ไปพร้อมๆ กับเรา
          รู้สึกในวันที่เราตื้นตัน
          แล้วมีใครสักคนนั่งฉีกยิ้มอยู่ไกลๆ
          แม้เขาคนนั้นไม่ได้เอ่ยปาก
          แต่เรารับรู้ได้ว่าเขาสุขล้นยิ่งกว่าตัวเราเสียอีก


          สำหรับใครๆ หลายๆ คน
          นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า... "ความรัก"


             . . . แล้วคุณล่ะ . . .
           "ความรัก...คืออะไร ?"


          หลายคนบอกว่า...การตามหา "รักแท้"
          เสมือนหนึ่งการงมเข็มในมหาสมุทร
          แม้การงมเข็มในมหาสมุทรนั้นจะยากเข็นเพียงไร
          ทว่าสิ่งที่ยากยิ่งกว่านั้นหลายเท่าพันทวี
          ก็คือการที่คนธรรมดาคนหนึ่ง
          กล้าหาญพอที่จะประกาศก้องกับตนเองว่า
          "ฉันจะลองงมเข็มในมหาสมุทรดูสักครั้ง"
          และเมื่อใครสักคนเชื่อมั่นเช่นนั้นจริงๆ
          เชื่อเถอะว่า...ณ เสี้ยวเวลานั้นเอง


          . . . "รักแท้" . . .


          ก็คงกำลังเดินทางตามหาเขาคนนั้นเช่นกัน

รักทรหด

เมื่อคิดจะเล่าเรื่องรัก...
"ลุงแดงกับป้าน้อย" คือคู่รักคู่แรกที่ผมนึกถึง 
ผมควบม้ากระป๋องด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง 
เพื่อมุ่งตรงไปยังสุขุมวิท และเลี้ยวซ้ายตัดเช้าถนนบางนา-ตราด

          ไม่นานนัก...ผมก็มาหยุดที่บ้านพักสีขาวของท่านทั้งสองมาคราวนี้ผมหวังอยู่ในใจลึกๆ .

ว่าคุณลุงกับคุณป้าคงจะช่วยอะไรผมได้ด้วยการถ่ายทอดตำนานรักของท่านให้พวกเราได้รับรู้
ผ่านเยื่อไม้สะอาดตาสัก 2-3 แผ่น
          "ลุงกับป้า อย่าลืมเขียนนะครับ อาทิตย์หน้าผมจะแวะมารับ" ผมพูดอย่างอารมณ์ดี หลังจากที่ชักแม่น้ำทั้งห้าจนนได้ในสิ่งที่ต้องการ

          สัปดาห์ต่อมา ผมกลับไปที่นั่นอีกครั้งตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้
          "ป้าลืมซะสนิทเลย ยังไม่ได้เขียนให้เลยลูกเอ๊ย" คุณป้ากล่าวอย่างง่ายๆ ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกตกใจเล็กน้อย
          "ถ้างั้นเอาอย่างนี้ได้ไหมล่ะ" แล้วคุณป้าก็เล่าเรื่องราวของท่านให้ผมฟังโดยที่มีคุ ณลุงนั่งกุมมืออยู่ข้างๆ

          ฉันและสามีอยู่กินกันมาร่วม 30 กว่าปีแล้ว เราทั้งคู่กำลังล่วงเข้าสู่วัยที่เรียกว่า "
บั้นปลายของชีวิต" เราทั้งสองคนเกษียณเป็นข้าราชการบำนาญ เราทั้งสอง...ต่างดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อ ด้วยกิจการร้านเบเกอรี่เล็กๆ ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่น

          แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น... สามีของฉันที่สุขภาพแข็งแรงมาตลอด กลับกลายเป็นอัมพาตในชั่วข้ามคืน เขาต้องกลายเป็นคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แม้แ ต่น้อย

          เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดในชีวิต
          ที่เราทั้งสองเคยเจอกันมา...


          ถึงแม้สามีจะตกอยู่ในสภาพแบบนี้ แต่ฉันก็ยังคอยดูแลอยู่ไม่ห่างคอยให้กำลังใจ 
ปรนนิบัติเป็นอย่างดี ด้วยเพราะความรักที่เราร่วมสร้างกันมากว่าครึ่งค่อนชีวิต

          และนับตั้งแต่สามีได้ล้มป่วยลง ฉันก็หันมาดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น เริ่มเอาใจใส่เรื่องอาหารการกิน หันไปทานอาหารเพื่อสุขภาพ ทานอาหารเสริม และยาบำรุงอีกหลายขนาน พอตกเย็นก็จะไปออกกำลังกายที่ชมรมแอโรบิกในหมู่บ้านทุกวัน
          เพื่อนๆ ที่สนิทกัน ต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วยที่ฉันหันมาเอาใจใส่ดูแลตัวเองมากขึ้น


                 "อืมม...ดีแล้วล่ะ ที่หันมาออกกำลังกาย
                 จะได้ไม่เป็นแบบสามีของเธอ"

          ญาติๆ ของฉันก็บอกในทำนองเดียวกัน
          "ระวังตัวเองไว้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อแบบคนที่บ้านเธอ"
          คนรอบข้างหลายคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกัน หลายคนยังชวนให้ฉันไปวิ่งตามสวนสาธารณะต่างๆ ในตอนเช้า อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่สามีของฉันที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงก็ยังเห็นดีด้วย
          "ดีแล้วที่คุณหันมาออกกำลังกาย คุณจะสุขภาพดีไม่ต้องมีสภาพเหมือนผมตอนนี้"
          ฉันยิ้มขณะที่ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กๆ เช็ดตัวให้เขาอยู่

          "ไม่ใช่หรอก ฉันไม่ได้กลัวจะเป็นเหมือนคุณ แต่กลัวว่าถ้าฉันเกิดไม่สบายไปอีกคน ใครจะดูแลคุณล่ะ"
            แม้โรคร้ายจะส่งผลให้ร่างกายของคุณลุงแดง
           ไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้


           . . . แต่ . . .


          มันไม่สามารถส่งผล
          ยับยั้งหยดน้ำตาแห่ง ‘ความรัก’
          ได้แม้แต่น้อย . . .


          ขณะที่ป้าน้อยกำลังเล่าเรื่องให้ผมฟัง
          ผมสังเกตเห็นลุงแดง บีบมือป้าน้อยแน่นขึ้น แน่นขึ้น
          คล้ายๆกับจะบอกให้ป้าน้อยรู้ว่า
“ขอบคุณเหลือเกิน...คนดี”

ด้วยรักและฟันผุ

             หากมีใครสักคนนึกสนุก
          อยากทดสอบเชาวน์ของเราด้วยคำถามที่ว่า
          "ความรักคืออะไร" คือ "แบบไหนเล่าจึงจะเรียกได้ว่ารัก"
          ด้วยพิษสงของคำถามที่ดูคล้ายๆ ว่าจะง่ายนักหนาในข้อนี้
          อาจทำให้เราตีลังกาปวดสมอง ไปสิบแปดตลบกว่าๆ

          เพราะคิดไม่ออกบอกไม่ถูก ว่าจะหานิยามใดมาจำกัดชอบเขตของคำว่า "รัก" ได้อย่างเหมาะสมลงตัว จนฟังแล้วต้องเอาฝ่ามือตบโต๊ะดัง..ปัง) พร้อมกับพูดออกมาดังๆ ว่า "นี่แหละใช่เลย!!!"

          ความพยายามที่จะหาคำตอบในครั้งนี้
          เสมือนหนึ่งเราเป็นตากล้องมือสมัครเล่น
          ที่มีแต่กล้องถ่ายรูปอันกระจ้อยร่อย
          แต่อาจหาญอยากที่จะบันทึกภาพความสวยงาม
          ของมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่
          ด้วยการกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว!

          หากตอบไปว่า "รักคือการเสียสละ"
          น้องๆ นุ่งๆ หลายๆ ชีวิต คงบ่นกันขรม และติเพื่อหมื่น
          ว่ามันเชยไปหน่อยสำหรับพ.ศ.นี้

 งั้นลองใหม่!!

          "รักคือความเข้าใจ" อืม...ม มันก็จริงอยู่นะ แต่ดูยังไงๆ มันก็แค่เหล้าใหม่ในขวดแตกสำหรรับใครบางคนอยู่ดี เอาเป็นว่า เรามาฟังเรื่องของใครบางคน สมัยที่เขายังเป็นเด็กน้อยตัวเท่าลกแมวกันดีกว่า ใครคนนั้นมี มีชื่อว่า "ต้อม" แล้วเขาก็มีน้องชายที่แสบแบบกินกันไม่ลงชื่อ "ตั้ม"

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า...

          ย้อนไปประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ในวันที่ต้อมและตั้ม สองเสือหัวแข็ง เพิ่งลืมตาขึ้นมาสร้างความปั่นป่วนให้โลกใบนี้ได้ไม่นานนัก ทุกๆ เช้าเย็น เพื่อนบ้านแถวนั้น มักจะได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กตัวเล็กๆ สองคนอยู่เสมอ ต้อมเล่นสนุกกับน้อง ตั้มเล่นสนุกกับพี่บางครั้งก็ทะเลาะกัน งอนกันจนแทบไม่มองหน้า แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็วิ่งไล่จับกันเหมือนเคย

          คุณแม่ของต้อมและตั้ม หมั่นปลูกฝังความรักให้ลูกทั้งสองอยู่ตลอดเวลา
          "เราสองคนเป็นพี่น้องกัน ต้องรักกันให้มากๆ นะจ๊ะ"
          "คร๊าบ...บ" สองหนุ่มจอมป่วนรับปาก ก่อนวิ่งแจ้นออกไปเล่นไล่จับกันต่อ

          เด็กตัวน้อยๆ ทุกคนมักมีสิ่งที่ชื่นชอบเหมือนๆ กัน นั่นคือลูกกวาด ขนมหวานที่อุดมไปด้วยน้ำตาล และสีผสมอาหาร ตั้มผู้เป็นน้องชอบลูกกวาดเป็นชีวิตจิตใจ เขาติดลูกกวาดงอมแงม ราวกับติดยาเสพติด จำเป็นต้องให้กระพุ้งแก้มและลิ้นรับรสทำงามอยู่ตลอดเวลา

 คุณแม่จอมเฮี้ยบ คอยกำชับเป็นหนักหนาว่าอย่ากินลูกกวาด

          "แม่ห้ามไม่ให้ลูกกินลูกกวาดอีกแล้วนะ ลูกกวาดพวกนี้กินบ่อยๆ ฟันก็จะผุ พอฟันผุแล้วก็ต้องไปหาหมอฟัน ไปให้หมอเขาเอาคีมใหญ่ๆ มาถอนฟันให้เจ็บๆ ลูกกลัวมั้ย ถ้ากลัวก็อย่ากิน ต้อมต้องคอยห้ามน้องอย่าให้น้องกินอีกนะลูก!" คุณแม่พร่ำบอกแทบทุกวันค่ำเช้า

 แต่เด็กก็คือเด็ก!

          แม้ว่าสองหนูน้อยจะกลัวหมอฟันมากเพียงใด แต่ก็ยังกินลูกกวาดเรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณแม่จับได้ว่าสองพี่น้องเอาเงินค่าขนมไปซื้อลูกกวาดกินจนหมดเกลี้ยง

          เธอเหลืออด และเอือมระอากับพฤติกรรมของลูกชายจึงเรียกทั้งสองเข้ามาแล้วจัดการลงโทษต้อมเพียงคนเดียว ในฐานะพี่ชาย ที่ไม่ยอมห้ามปรามน้อง ซ้ำยังร่วมกระทำผิดไปอีกคน ด้วยความที่แม่เกิดบันดาลโทสะ เธอจึงตีอย่างไม่ยั้ง ไม้เรียวอันเล็กๆ เมื่อกระทบกันขาอ่อนๆ มันช่างเจ็บเหลือใจ ต้อมร้องลั่นเพราะความเจ็บปวด โดยที่ตั้มผู้เป็นน้องยืนน้ำตาซึมอยู่ใกล้ๆ

          "อยากฟันผุนักใช่มั้ย แม่บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่ากินลูกกวาดพวกนี้ เตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ต้อม! เราเป็นพี่ทำไมไม่ห้ามน้อง กลับไปกินด้วยกันอีก ห๊า!"

 ต้อมผู้เป็นพี่สะอึกสะอื้นตอบกลับมา

          "หนูไม่ชอบกินหรอก 
           แต่ที่กินเพราะไม่อยากให้น้องไปหาหมอฟันคนเดียว"
           ความรักของพี่น้อง 
           ...อาจทำให้ฟันผุไปบ้างตามประสา
           ...แต่มันก็คุ้มค่าเหลือเกิน
          
          และนี่ก็คือปูมหลังอันหวานละไมของต้อมกับตั้ม
          ที่เราๆ มีโอกาสได้ฟังจากคำบอกเล่าของแม่ใจดี
          ผู้สวมบทแม่ใจร้าย เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว
           

ของขวัญวันเกิด

และแล้ว วันทีผมรอคอยก็มา 1 ปีเต็มๆ ก็มาถึงจนได้ วันที่ 6 ตุลาคม เป็นวันเกิดของผม

วันนี้ ผมถูกคุณแม่ปลุกให้ตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี
คุณแม่ผู้แสนดีเตรียมของตักบาตรให้แต่เช้า มีดอกไม้ธูปเทียน ข้าวสวย กับข้าวสองอย่าง และขนมหวาน
พระสงฆ์เข้ามารับบาตรทีละรูป ทีละรูป เสียงสวดมนต์ให้พรดังขึ้น ผมหลับตาปี๋ คิดว่าวันนี้คงได้บุญมาเพียบแน่เลย

เช้านี้ผ่านไปแล้ว
ถึงตอนเย็นช่วงที่ผมเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ

ขนมเค้กชิ้นโตและของขวัญวันเกิดกำลังรอผมอยู่
ปีนี้คุณแม่จะให้ของขวัญอะไรกับผมนะ
เคยบอกไปหลายครั้งว่าอยากได้จักรยาน กับรองเท้ากีฬา
แต่ระหว่างสองอย่างนี้คุณแม่จะซื้ออะไรให้น๊า
. . . . . . ตื่นเต้นจังเลย


ในที่สุดเค้กช๊อคโกแลตชิ้นใหญ่พร้อมเทียนว่างไสว
ก็ถูกยกมา ผมเองยิ้มแก้มปริ
คุณแม่ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้ผม
ผมอธิษฐานอยู่พักนึงแล้วเป่าเทียน  
ฟู่ววว. . . . . 


คุณแม่หยิบสมุดกับดินสอส่งให้ผม
ผมสงสัยเล็กน้อย “นี่อะไรหรอแม่ ?”
“ของขวัญวันเกิดไงลูกจ๊ะ”
“อ้าว ทำไมแม่ไม่ซื้อจักรยาน หรือรองเท้ากีฬาเป็นของขวัญเหมือนที่ลูกอยากได้ล่ะ”
เสียงผมเริ่มสั้นเครือ น้ำตาเริ่มซึม คิดถึงของที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะได้


“ ที่แม่ซื้อสมุดกับดินสอให้ก็เพราะอยากให้ลูกเรียนเก่งๆ โตขึ้นไปลูกจะได้มีเงินซื้อของทุกอย่างที่ลูกอยากได้ไงล่ะ
คุณแม่พูดพร้อมกับลูบหัวของผมอย่างเอ็นดู

ทุกวันนี้ แม้ผมจะทำสมุดเล่มนั้นหายไปนานแล้ว
แต่ผมยังคงใช้ดินสอที่แม่ให้มา
เขียนหนังสือ และแต่งเพลงที่ตัวเองรัก
จริงๆนะ มันเหมือนกับที่ใครหลายคนบอกไว้จริงๆ
ของบางอย่าง เรื่องบางเรื่อง คนบางคน
ต้องใช้ ‘เวลา’ เป็นเครื่องพิสูจน์

สำหรับความรักของพ่อแม่ก็เหมือนกัน
ผมคิดว่าเราคงประมาณไม่ถูกหรอกว่า
“ท่านรักเรามากเพียงใด”
จนกว่าจะถึงวันที่เรา ได้เป็นพ่อแม่ของใครสักคนนั่นแหละ

แล้ววันนั้น
เราอาจรู้เสียทีว่า
ทำไมพ่อแม่จึงรักลูก.....มากกว่า..... .....ชีวิตของตัวเอง.....