"คุณเคยแอบรักใครบ้างไหมครับ?"
แอบรักแบบเนียนๆ จนไม่มีใครจับได้ "แม้แต่เจ้าตัวที่ถูกรัก"ถ้าเป็นเรื่องจีบสาวผมคงไม่สู้ใคร แต่ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ผมคงต้องบอกว่า
ผมนี่แหละนักแอบรักตัวจริง
4 ปี ที่ผมกับฝ่ายใช้ชีวิตร่วมกันในรั้วมหาวิทยาลัย
คุณเชื่อไหมว่าอัลบั้มรูปที่บ้านผมมีรุปของเราตั้งแต่วันแรกที่รับน้อง ยันสุดท้ายที่รับปริญญา
4 ปี ผมกับฝ้ายไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ จนถูกใครๆ ล้อว่าเป็นคู่ปาท่องโก๋
4 ปี ที่คำว่า "เพื่อนสนิท" มันทำให้ปากของผมมันแข็งโป๊ก
จนไม่กล้าที่จะพูดคำว่า...."รัก" หรือ "ชอบ"
4 ปีจนมาถึงปีที่ 9 จนมาถึงวันนี้ นาทีนี้
นาทีที่ผมกำลังขับรถอยู่หน้าพวงมาลัย ฟังเพลงของเรา นั่งสูดกลิ่นน้ำหอมติดรถยนต์ที่เธอซื้อมาฝาก แต่ผมกำลังอ่านการ์ดสีชมพูใบหนึ่ง การ์ดที่บอกให้ผมรู้ว่า ฝ้ายกำลังจะแต่งงานกับชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้จัก มันตลกดีนะครับ
ผมรู้ว่าเธอชอบกินอะไร ชอบดูหนังแบบไหน
ชอบเรียนวิชาอะไร เข้านอนกี่โมง ตื่นนอนกี่โมง
หรือรู้กระทั่งว่า เธอแพ้ยาอะไร
ผมรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเธอ
ยกเว้นไม่รู้ว่า
ถ้าเธอรู้ว่าผม แอบชอบ เธออยู่
เธอจะคิดกับผมยังไง
และด้วยเหตุผลข้อเดียวที่ผมไม่รู้นี่แหละ
ทำให้ผมเลือกจะปิดปาก
และเก็บอาการของตัวเองให้เงียบที่สุด
"เมื่อไหร่นายจะมีแฟนกับเขาซะที อยู่คนเดียวมันเหงานะโว้ย"
นี่คือประโยคคำถามที่ฝ้ายมักกระเซ้าผมบ่อยๆ
เวลาเธอกำลังมีความรักครั้งใหม่กับใครสักคน
อันที่จริงแล้ว ผมน่าจะบอกเธอว่าผมเป็นเกย์ซะเลย เธอจะได้เลิกถามคำถามนั้นกับผมเสียที แต่ก็ช่างเถอะครับ ไม่มีประโยชน์อะไรจะไปคิดถึงเรื่องเก่าๆ
ผมยังคงขับรถต่อไป ขับไปจนถึงโรงแรมหรูแห่งหนึ่งที่ฝ้าย และผู้ชายคนนั้นใช้จัดงานแต่งงาน ผมเดินเข้าไปในโรงแรม เดินเข้าไปตามทางเดินที่ถูกปูด้วยพรมแดง เดินเข้าไปจนพบกับคู่บ่าวสาวในชุดสีขาวสะอาดตา
"เฮ้ย!! ทำไมแกมาช้านักล่ะ" ฝ้ายถามในขณะดึงแขนผม เพื่อให้เข้ามาถ่ายรูปกับเธอ ผมถ่ายรูปกับฝ้ายและเจ้าบ่าวอีกสองสามภาพ ก่อนฝ้ายจะยอมปล่อยตัวผมให้ไปนั่งรวมกับคนอื่นๆบนโต๊ะ
"บ่าวสาวคู่นี้เหมาะสมกันดีนะคะ" คุณป้าที่นั่งติดๆกัน ชวนผมคุยด้วยการเริ่มคำถามที่ผมไม่ค่อยอยากจะตอบสักเท่าไหร่
ราวๆ ครึ่งชั่วโมงกับการฟังคุณป้าช่างพูด เปรียบเทียบระหว่างความรักของหนุ่มสาวสมัยก่อนกับหนุ่มสาวสมัยนี้ ผมไม่รู้ว่าเวลาที่ต่างกันจะทำให้คนเรามีรูปแบบความรักที่ต่างกันหรือเปล่า
แต่เท่าที่ผมรู้ ไม่ว่ายุคสมัยใด
โลกสีชมพูที่ถูกทับซ้อนด้วยโลกสีเทาๆ ของเราทุกคน
ไม่เคยขาดแคลน 'คู่รักข้าวใหม่ปลามัน' เลยสักที
ผมนั่งฟังคุณป้าเล่าเรื่องต่างๆ อยู่นาน พอจบเรื่องนี้แกก็หาเรื่องอื่นมาเล่า พอจบอีกเรื่องแกก้มีเรื่องอื่นมาแทน ผมทนฟังอยู่นาน จนแอบกล่าวโทษฟ้าดินในใจว่า "ทำไมต้องให้กูมานั่งตรงนี้ด้วยวะเนี่ย"
และแล้วในที่สุด นาทีสำคัญที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง
พิธีกรบนเวทีประกาศเชิญตัวคู่บ่าวสาว ขึ้นมากล่าวทักทายและขอบคุณแขกผู้มีเกียรติ
"ไม่ทราบว่าทั้งคู่มาเจอกันได้ยังไงครับ" พิธีกรกล่าวยิงคำถามแรก ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นคำถามยอดนิยมที่ถูกใช้กันแพร่หลายในงานแต่งงาน
"คือมีเพื่อนแนะนำให้รู้จักค่ะ" / "ครับใช่ครับเพื่อนแนะนำให้รู้จัก"เจ้าบ่าวและฝ้ายตอบคำถามด้วยอาการเขินอาย
ทุกคนในงานล้วนชื่นมื่น มีแต่ผมเท่านั้นที่นั่งดื่มเพื่อทบทวนเรื่องราวระหว่างเรา ไม่ใช่สิ คงต้องพูดว่าเรื่องราวของผมคนเดียวน่าจะถูกกว่า ใครก้ว่าความลับไม่มีในโลก ไม่จริงหรอกครับ ตัวผมนี่แหละเก็บความลับมานักต่อนัก บางทีตอนนี้ ผมอาจกำลังใช้กรรมที่เคยทำไว้กับพ่อแม่ในสมัยเด็กๆ ก็ได้
สมัยเรียนอยู่ชั้นประถม ผมไม่ค่อยตั้งใจเรียนกับเขาสักเท่าไหร่ พอผลการเรียนออกก็เลยติดศูนย์เป็นประจำ และสิ่งที่ผมทำต่อจากนั้นก็คือนำสมุดพกเจ้าปัญหาไปซ่อนเอาไว้ ซ่อนไว้จนมันกลายเป็นความลับไปตลอดกาล เหมือนกับความรู้สึกของผมที่มีต่อฝ้ายมาตลอดระยะเวลาเก้าปี
สติของผมถูดเรียกกลับมาที่งานอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงปรบมือจากผู้คนรอบๆโต๊ะ ฝ้ายและเจ้าบ่าวเดินลงจากเวที ผมไม่รู้ว่าบนเวทีพวกเขาได้พูดอะไรกันไปบ้าง แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงเสียมันก็คงไม่เกี่ยวกับผมเท่าไหร่ ฝ้ายเดินเข้ามาหาผมแล้วยิ้ม หัวเราะ และพูดเล่นเหมือนที่เคยมา
"เป็นไง..วันนี้แกว่าฉันสวยไหม"
"ฮืม..." ผมตอบคำถามแบบขอไปที
อันที่จริงเมื่อก่อนฝ้ายมักถามคำถามนี้กับผมบ่อยๆ ถามทุกครั้งเวลาลองชุดในร้านเสื้อผ้า ถามทุกครั้งเวลาผมไปรับเธอที่บ้าน และถามทุกครั้งเวลาที่เธอกำลังจะออกไปทานข้าวมื้อแรกกับหนุ่มๆ ที่มาจีบ
และ "ฮืม..." ก็คือคำตอบสุดท้ายที่เธอได้รับจากผม แต่วันนี้อาจต่างจากวันก่อนๆ จริงสินะ วันแต่งงานคือวันที่ผู้หญิงทุกคนต้องสวยที่สุด ผมคิดเอาเองว่าฝ้ายน่าจะคิดอย่างนั้น
ฝ้ายยังไม่ละความพยายามที่จะได้รบเร้าขอคำตอบที่อยากได้ยินจากผม "เวลาคนเขาถามว่าสวยไหม ตอบได้แค่สองอย่างคือ สวยกับไม่สวย เข้าใจไหมนายบื้อ" ฝ้ายอธิบายยกใหญ่ก่อนถามขึ้นมาอีก
"เอ๊า!! สรุปว่าวันนี้ฉันสวยรึเปล่า?"
ผมยิ้มก่อนตอบไปอย่างง่ายๆ ตามควารู้สึกของตัวเอง
"สวยสิ สวยที่สุด"
หลังจาดเอ่ยคำนั้นจบ ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามันง่ายจริงๆ ง่ายกว่าที่ผมคิดไว้มากาย ง่ายจนผมต้องกลับมาถามตัวเองว่า
ที่ผ่านมา ผมรออะไรอยู่
ทำไมถึงได้รู้สึกอาย
จนไม่กล้าที่จะชมผู้หญิงคนนี้ออกไปสักครั้ง
"ฝ้าย...ฮืมม เราขอตัวกลับก่อนดีกว่า" ผพูดตัดบทเพราะเห็นว่าฝ้ายน่าจะมีอะไรต้องทำอีกมาก และอะไรที่ว่าอาจทำให้ผู้รู้สึกว่าจากนี้ไป ผมคงไม่ใช่คนสำคัญที่สุดสำหรับเธออีกต่อไปแล้ว
"อ้าว ทำไมแกรีบกลับนักล่ะ ไหนว่าพรุ่งนี้ว่างไม่ใช่หรอ"
"พอดีเรานึกได้ว่า ต้องไปสัมมนาที่ต่างจังหวัดน่ะ" ผมรีบหาข้อแก้ตัวยกใหญ่ แต่ฝ้ายคงเดาออกว่าผโกหก ซึ่งเธอก็อาจคิดน้อยใจไปเองตามประสา ว่าผมคงรีบกลับไปดูละครโทรทัศน์หลังข่าวที่บ้าน ไม่ก็รีบออกไปสังสรรค์กับเพื่อนตามประสาหนุ่มโสด ไม่ว่าเธอจะคิดยังไงก็ตาม ฝ้ายยังใจดีเดินมาส่งผถึงหน้างานเลี้ยง
เราดินไปด้วยกันบนพรมสีแดง เดินไกลออกไปจากผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง ผมไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ บางทีเธออาจคิดว่าตอนนี้เธอน่าจะอยู่ในงานมากกว่าออกมาเดินส่งผมก็เป็นได้
"ส่งแค่นี้แหละ เดี๋ยวเราเดินไปเองดีกว่า" ผมไล่ให้เธอกลับเข้าไปในงาน ส่วนเธอได้แต่ยิ้มแล้วก็ยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่แฝงไว้ซึ่งความรู้สึกแปลกๆ ซึ่งผมไม่เคยเห็นฝ้ายยิ้มแบบนี้มาก่อน
"เอานี่...ฉันให้แก"
ผมยื่นมือไปรับการ์ดใบเล็กๆ ที่อยู่ในซองจดหมายลายการ์ตูนสีขาว จำได้ว่าเราเคยไปซื้อด้วยกันเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นผมยังบ่นกับเธอว่าชอบทำอะไรไร้สาระ
แล้วเวลระหว่างผมกับฝ้ายก็หมดลง เมื่อมีชายในชุดขาวหรือที่ใครๆ เรียกว่า 'เจ้าบ่าว' เดินตรงเข้ามาหาฝ้าย
"ฝ้ายมาทางนี้เถอะ ผมมีผู้ใหญ่จะแนะนำให้คุณรู้จัก"
หลังจากสิ้นสุดคำพูดประโยคนั้น
ผู้ชายชุดขาวก็พาฝ้ายเดินห่างผมออกไปทุกทีๆ
ห่างไปจน...ลับสายตา...ในที่สุด
ผมกลับมานั่งเงียบๆ ในรถคนเดียวอีกครั้ง อยู่หลังพวงมาลัย เปิดเพลงของเรา สูดกลิ่นน้ำหอมติดรถยนต์ที่เธอซื้อมาฝาก และอ่านการ์ดสีขาวใบหนึ่ง การ์ดสีขาวที่ฝ้ายเขียนเอาไว้ว่า
"วันนี้มีหญิงสาวที่น่าสงสารคนหนึ่งกำลังจะแต่งงาน หญิงสาวคนนั้น เธอแอบมีความลับบางอย่างกับเพื่อนสนิทของเธอ เธอไม่เคยบอกให้เขารู้ว่าเธอรู้สึกกับเขายังไง เพราะรู้ดีว่าเขาเห็นเธอเป็นแค่เพื่อนสนิทคนหนึ่งเท่านั้น เพื่อนสนิทที่ไม่มีวันเป็นอย่างอื่น นอกจากเพื่อนสนิท แม้เธอไม่ใช่หญิงสาวที่สวยงามในสายตาของเขา แต่เขาคือผู้ชายที่หน้าตาดีที่สุดสำหรับเธอ วันนี้เธอกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งที่เธอไม่เคยรักและเลือกที่จะทิ้งความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อเพื่อนสนิทของเธอไว้เบื้องหลัง เธอจึงคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เธอควรจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของเธอไว้เบื้องหลังสักครั้ง ด้วยการบอกกับเพื่อนสนิทของเธอไปตรงๆ ว่า...ฉันรักเธอ...เธอเคยรู้บ้างไหมว่า...ฉันรักเธอ"
ผมยังคงนั่งอยู่ในรถคนเดียว. . . . . .
อยู่หลังพวงมาลัย . . . เปิดเพลงของเรา . . .
สูดกลิ่นน้ำหอมติดรถยนต์ที่เธอซื้อมาฝาก . . .
นั่งอ่านการ์ดสีขาวที่ฝ้ายเขียนถึงผม . . . .
ซ้ำไป . . . ซ้ำมา . . . อยู่อย่างนั้น