วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...

คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี
1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที
ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม.... ไม่เลว 3,120 สัปดาห์


อุแม่เจ้า....แสดงว่า
เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง
คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา
แทบเบือนหน้าหนีจากปฏิทิน
เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก...
เปล่าเลยผมไม่ได้กลัวตาย
และขอโทษที่หากเรื่องอาจไม่ค่อยขำ
แต่ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวนในเชิงตัวเลข
ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน
เพลงอีกหลายเพลงยังไม่ได้ฟัง
หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดู
ความรู้สึกในใจอีกมากมายที่ยังไม่เคยบอก
พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป โอ๊ย..... กลุ้ม
สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามัน
น้อยเกินไปจริง ๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้นคือ
ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี
แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่าบางคนไม่ได้มีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วันหรอกนะ
อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ!


อุแม่เจ้าเทค 2
คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึง
สามพันวันแล้วเหรอเนี่ย!!!!
คิดแบบนี้ต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู
กางปฏิทินออกกว้าง ๆ
เพราะมันคือเวลาที่เราเหลือ.... บนโลกนี้
นี่ฉันกำลังทำบ้าบออะไรอยู่.....ไม่เลยน้องสาว
นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งสิ้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน
เอาล่ะ งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 17 ปี
แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,205 วัน
และผ่านคืนวันเสาร์มาร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น...
คำนวณเองบ้างซิว้อยย...
เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลา (ที่คาดว่าจะ) เหลืออยู่
ผลลัพธ์ที่ได้
เราจะทำยังไงกับมันดี ....


แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ
นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวัน ๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้
เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า ' เงินเดือน '
บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี 
ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ
ไม่ก็เห็นแค่ว่าเพื่อนเรียน
เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่า กูจะเป็นอะไรดี
บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น
ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น
แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเองเหลืออยู่แต่ความ
รู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน
บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวันๆ
ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ คุณแน่ กูแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ....คุณบ้า
และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา' ชีวิตมันว่างจัด
ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย
บอกตรงๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล
เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี
อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน ..... แล้วนะ


ลองคิดแบบนี้บ้าง
ใช่แล้ว... เราจะเกิดความเสียดาย
เพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านที่เรายังไม่ได้ทำ
ตายได้ไง หากฝันไม่สำเร็จ
ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย
แต่ให้รีบทำทุกอย่าง ก่อนที่จะตาย... ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้
และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...
มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า
เอาแบบตายวันตายพรุ่งก็จะได้นอนตายตาหลับ
ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า....พรุ่งนี้ฉันจะตายแล้ว
ทำงานในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก
ตามความฝันของเราไปสุดโต่ง...ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง
รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี
ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย... เพราะพรุ่งนี้ฉัน (อาจจะ) ตายแล้ว
ใช้เวลา (ที่อาจจะ) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้
กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดครั้งสุดท้ายของเรา
นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะอย่างน้อยๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล 


....คนข้างบ้านเดินแป้นแล้นมาบอกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน
ในมือมีซองสีชมพูพร้อมการ์ด
ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น
แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง
เมื่อกี๊ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทรมาปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน...
หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย...
แต่กว่าคนเป็นแม่จะรู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน
ซองในมือผม กลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้ กลายเป็นพวงหรีด
และทั้งหมดกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากจะบอก
ว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ
อ้าว... รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก
รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ
เดี๋ยวตายซะก่อน.... เสียดายแย่

______________________________________

ความสุขซื้อหาได้ด้วยความสงบ

        เวลาที่เราเหนื่อยจากงาน ท้อแท้ใจกับความรัก เบื่อสังคม เบื่อผู้คน
ชีวิตต้องแบกรับความเครียดไว้มากมายก่ายกอง โดยที่ไม่ได้ถ่ายเทมันออกไป
เรามักจะนึกถึงอะไรกันบ้าง แน่นนอนวันหยุดยาวๆ ทะเล ช้อปปิ้ง หรือ สปา


        แต่ถ้าความหมายของการนึกถึง คือ อยากจะไปให้พ้น ความกดดันทั้งหลายแหล่ของชีวิต
เรากำลังโหยหาความสุขขั้นรุนแรง เราต้องยอมรับว่าคนทุกคนต่างอยากมีความสุข
เพราะความสุขคืออาหารหล่อเลี้ยงชีวิตให้เราได้เติบโต 
ให้เราได้มีความรัก 
ให้เราได้ออกเดินทางไปใช้ชีวิตบนโลกกว้างอย่างสนุกและเป็นสุขใจ 
ให้เรามีแรงกำลังทำอะไรต่อมิอะไรได้อย่างเต็มที


        แต่เมื่อเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆเราจะพบความจริงข้อหนึ่งของชีวิต นั้นก็คือความสุขจะอยู่กับเราน้อยลง
เพราะเมื่อเราโตขึ้น เรามีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นตามวัย 
เราต้องออกไปทำงานทุกวัน กลับเข้ามาบ้านด้วยความอ่อนล้า 
และตื่นขึ้นมาเพื่อออกไปทำงานเหมือนเดิม มันคือวงจรชีวิตที่บางครั้งก็น่าเบื่อ


        แต่เราก็ต้องยอมรับวงจรนั้น เพราะนั้นคือชีวิตของเราเอง
เมื่อชีวิตต้องมีหน้าที่ มีภาระ ความสุขก็เลยเดินห่างไปเรื่อยๆ
และเราก็โหยหามันอยู่เรื่อยๆโดยไม่ต้องสงสัย


        เรามักจะคิดกันอยู่เสมอว่า ถ้าได้ไปโน่น ได้ทำนี่ เราคงมีความสุข 
ถ้าได้กินนี้ ได้ดูโน่น เราคงไม่ทุกข์เหมือนที่กำลังทุกข์อยู่


        สิ่งที่เราคิดกันนั้นมันสะท้อนให้เห็นว่า....
เรากำลังซื้อความสุขใส่ตัวด้วยความหวัง ด้วยจินตนาการ 
และเราก็ไม่ได้มีความสุขบนโลกของความเป็นจริงเลย


        ถ้าหากตอนนี้เรากำลังกำความทุกข์เอาไว้ในมือ อย่างเหนียวแน่ 
โดยที่ไม่ยอมคลายและทิ้งมันลงเสียบ้าง
เราจะอยู่กับปัจจุบันด้วยความเหนื่อยใจเหนื่อยกาย และกดดันชีวิตตัวให้เป็นทุกข์
จงผ่อนและคลายชีวิตด้วยความสงบ แล้วเราจะพบเจอความสุขได้ทุกเมื่อตามที่เราต้องการ.....

______________________________________

ก่อนวาด

        การคบใครสักคนต้องใช้เวลามหาศาล
เวลา..ซึ่งแบ่งมาจากโลกใบหนึ่งที่เคยมีเราวิ่งเล่นอยู่ตามเส้นรอบวงอย่างเป็นสุข
การมีใครสักคนเข้ามาในชีวิตจึงหมายถึงการวางแผนที่จะวิ่งสองคนบนโลกหนึ่งใบ 
จึงเป็นเหมือนการคิดที่จะวาดรูปของอนาคตร่วมกัน


        การวาดรูปสักรูปอาจต้องการใช้พู่กันหลายขนาด อาจต้องใช้สีหลายประเภท
และอาจต้องมีแก้ มีลบ มีวาดใหม่อยู่นับครั้งไม่ถ้วน
และบางที อาจไม่เป็นอยางที่เราฝันเอาไว้


        การจะวาดรูปสักรูป...
อย่างน้อยๆก้อควรมีอะไรสักอย่างที่ไปในทางเดียวกัน เช่น
การเลือกโทนสี อาจจะไม่ใช่โทนเดียวกัน แต่ก็ไม่ควรขัดแย้งกันจนรูปดูผิดไปจากความตั้งใจ

        การวาดแล้วลบหลายๆคร้งจะทำให้กระดาษเปื่อยยุ่น สีจะไหลซึมและไม่ชัดแจน
ยิ่งลบหลายครั้งยิ่งแก้ไขยาก ยิ่งลงสีไวเยอะยิ่งสิ้นเปลือง
หากต้องการให้ภาพสวยอาจจะต้องใช้กระดาษใหม่นั้น
ก็ยังไม่อาจประกันว่าภาพจะสมบูรณ์อย่างที่เราคิดไว้ว่าภาพต่อไปจะออกมาดี


        คนที่รักกัน..แม้ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันไปทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ควรจะต่างกันไปทุกเรื่อง
การที่จะมีใครสักคนเข้ามาในชีวิต จึงต้องมีอะไรที่คล้ายกันบ้าง ต้องเรียนรู้ ต้องทำความเข้าใจกันบ้าง
ใครเป็นอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือจะใช้สีไหน กระดาษอะไร ต้องคุยกัน
ไม่ใช่พอตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ต้องตามปรับเปลี่ยนในเวลาที่จะแก้ไขอะไรก็ยากแล้ว
เหมือนรูปที่ไม่ได้วางแผน พอวาดแล้วต้องมาลบ มาแก้อยู่ตลอดเวลา


        ก่อนจะวาดรูปร่วมกับใครสักคน คงจะเป็นเรื่องดี..
หากได้มีเวลานั่งคุยกันว่า เราชอบสีชนิดไหน กระดาษแบบไหน ใช้พู่กันอยางไร และเราจะวาดรูปอะไร
เมื่อตกลงกันได้ก็ลงมือวาด อาจผิดพลาดบ้างก็ยังพอแก้ไข อาจต้องเปลี่ยนกระดาษใหม่แต่คงไม่บ่อย
แต่ถ้าคุยกันแล้วไม่ใช่..ไม่ชอบ ก็แยกย้ายกันไปวาด ตามความชอบ ความฝันของใครของมัน
หรือหากได้ลองอวาดด้วยกันแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่ทนวาด เพื่อที่จะเปลี่ยนกระดาษให้ภาพเลอะเทอะ


        ครั้งแล้วครั้งเล่า
การคบใครสักคนอาจต้องใช้เวลามหาศาล
แต่เมื่อได้ทำความเข้าใจกันแล้ว คุยกันแล้ว มันไม่ได้ มันไม่ใช่ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนคบกัน
เพราะอาจจะยังมีคนมากมายที่ชอบรูปภาพเหมือนเราและโลกนี้ก็ยังกว้าง 
ยังมีที่ให้วางเฟรมผ้าใบอีกมากมาย

______________________________________