วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555

การกระทำสำคัญกว่าคำพูด


"การกระทำสำคัญกว่าคำพูด"
หากบางครั้งคำสั้นๆ เพียงคำเดียวเท่านั้น
กลับสามารถทำร้ายจิตใจคนฟังให้รานร้าวลงได้
ไม่ต่างไปจากการกระทำมากมายที่คุณมี

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
หากจะมีใครสักคนบอกคุณว่า
การกระทำใดๆ ที่แสดงออกมานั้น
มีค่าเทียบเท่ากับคำพูดสั้นๆ เพียงคำเดียว

ผลของการกระทำและคำพูดของคนหนึ่งคน
อาจไม่มีค่าสำหรับใครหลายคนที่ผ่านเลย
แต่สำหรับใครบางคนที่คุ้นเคยกลับไม่อาจละเลยได้สักวลี

อย่าบอกว่า ‘คิดถึง’
หากความรู้สึกที่คุณมีอยู่ไม่ลึกซึ้งเท่าความหมาย
อย่าบอกว่า ‘เข้าใจ‘
หากความเข้าใจของคุณคือการทำร้ายให้ใครต้องมีน้ำตา
อย่าบอกว่า ‘ห่วงหา’
หากคุณเคยทอดทิ้งใครไว้ในความเหว่ว้าอย่างเงียบเหงา
อย่าบอกว่า ‘รัก’
หากความผูกพันที่มีมันน้อยด้อยค่ากว่าเศษธุลีที่ย่ำเดิน


ก่อนเอื้อนเอ่ยสิ่งใดให้ใครได้ยิน
ลองทบทวนดูสักนิดถึงความเป็นจริงที่แฝงไว้ในถ้อยคำ
หากสิ่งที่คุณต้องการสื่อให้ใครได้เข้าใจ
ไม่ลึกซึ้งเท่าความหมายของถ้อยคำที่พูดไป
โปรดอย่าได้กล่าวออกไปให้คนฟังต้องช้ำใจอีกทบทวี
เมื่อค้นพบว่าความหมายที่มี สรุปได้สั้น ๆ เพียงเท่านี้…
‘…แค่ลมปาก…’

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ภูเขาและผองเพื่อน

               สายลมผู้รักอิสระ
               เดินทางท่องเที่ยวไปทุกที่...ตามใจปราถนา
               สายลมมีนิสัยอารมณ์ร้อนขี้โมโห
               หากรู้สึกไม่พอใจใครขึ้นมา
               ก็จะแสดงอานุภาพทำลายล้างจนหมดสิ้น

        โชคชะตาได้นำพาให้สายลมได้มาพบกับ "ภูเขาผู้รักสันติ"  ครั้งแรกที่พบหน้ากัน สายลมไม่ถูกชะตากับภูเขาเอาซะเลย ทั้งๆ ที่ภูเขาวางตัวอย่างสงบ ไม่รู้ล่ะ...สายลมพาลเอาซะดื้อๆ
        "เจ้าภูเขาลูกนี้ ดูเกะกะรกหูรกตาจริงๆ พัดพาให้มันพังทลายไปเลยดีกว่า!!""    ว่าแล้วสายลมจอมอันธพาลก็ก่อตัวขึ้นเป็นพายุที่เกรี้ยวกราดเข้าปะทะกับภูเขา หมายจะพัดให้ภูเขาลูกนี้สูญสลายหายไป
        แต่มวลสารของภูเขามิได้ก่อตัวขึ้นอย่างเปราะบาง ไฉนเลยจะถูกพัดเสียหายได้ แม้สายลมจะรงบรงมกำลังเข้าปะทะเพียงใด ภูเขาลูกนั้นก็ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ในที่สุดสายลมก้อ่อนแรงเลิกราไปเอง

        "เหตุใดเจ้าถึงมิเกรงกลัวต่ออำนาจและพละกำลังของข้า"
        สายลมอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามภูเขา
        "ที่้เราสามรถต้านกำลังของท่านได้ มิใช่ความเก่งกาจ หากแต่เพราะมีสหายรักมากมาย ที่คอยให้ความช่วยเหลือร่วมทุกขืร่วมสุขกัน"
        "ใครคือสหายของเจ้า?" สายลมเอ่ยถาม ภูเขาก็ชี้ให้ดู
        "ก็บรรดาต้นไม้ หิน ดิน ทราย นี่ไงที่เป็นสหายรักคอยเอื้อเฟื้อ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน"

        "แค่มีสหายอยู่ข้างกาย ก็สามารถยืนหยัดต้านทานลมพายุที่มีกำลังมหาศาลอย่างข้าได้เชียวหรือ?"
        นึกแล้วสายลมรู้สึกทึ่ง และเปล่าเปลี่ยวใจไปพร้อมๆ กัน เพราะความดุดันเกรี้ยวกราดของเขา ทำให้ต้องอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครคบหามานานแสนนานแล้ว

               ในเมื่อพลังของมิตรสหาย
               มีพลานุภาพยิ่งกว่าอำนาจทำลายล้างทั้งมวล
               ฉะนั้นเราก็ควรจะคบหากับผู้อื่นเสียบ้าง
               สายลมตระหนักถึงพลังที่แท้จริงของคำว่า
               มิ ต ร ภ า พ .......

        "เจ้ารับข้าเป็นสหายด้วยจะได้หรือไม่?"
        สายลมเอ่ยปากขอร่วมเป็นมิตรสหายด้วย วึ่งภูเขาก็ยินดียิ่ง
        "มิตรภาพหาใช่สิ่งที่จะต้องมาจำกัด เหตุใดจะมิได้เล่า ยินดีต้อนรับ สหายใหม่ของเรา"
   
               นับตั้งแต่วันนั้น
               สายลมก็ละลายพฤติกรรมอันก้าวร้าวของตนเอง
               แปรเปลี่ยนเป็นสายลมแผ่วเบา
               พัดพาแต่ความเย็นสบายไปให้ผู้อื่น
               และอยู่ร่วมกับมิตรสหายของเขาด้วยความสุข