วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความรักกับหน้าปัดวิทยุ

          ตราบใดที่ยังมีเพลงรักซ้ำๆ อยู่บนหน้าปัดวิทยุ 
          นั่นย่อมหมายความว่า
          "เราไม่ได้เป็นคนๆ เดียวในโลกที่เคยอกหัก"


          ดังนั้น...
          เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาวะของคนซ้ำรักแล้ วล่ะก็ ลองเปิดวิทยุฟัง...แล้วหมุนไปยัง 
          คลื่นที่พอใจ ต่อจากนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือ แล้วกดไปขอเพลงที่คิดว่าโดนใจสุดๆ กับดีเจคน 
          โปรด ถ้าโชคดีโทร.ติด ก็นั่งฟังเพลงรักซ้ำๆ ที่ขอให้จบ


          เมื่อเพลงจบแล้ว ลองถามตัวเองซิว่า...
          "เพลงเศร้าๆ มันยังจบได้เลย 
          แล้วความเศร้าของเราล่ะ! จะจบได้รึยัง"


          สำหรับกรณีที่โทร.ไม่ติด ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ 
          เพราะนั่นเป็นการชี้ให้เห็นสัจธรรมที่ว่า
          "ในโลกนี้...ไม่มีใครสมหวังไปเสียทุกเรื่อง"


 ไม่ได้บอกให้ดีใจนะ...แต่ไม่แน่นักหรอก


          ว่าบางทีเพลงอื่น ๆ ที่เราได้มีโอกาสฟังทั้งๆ ที่ไม่เคยขอ
          อาจถูกใจยิ่งกว่าเพลงที่เราอยากจะฟังใจแทบขาด
          ในตอนแรกเป็นไหนๆ ก็ได้... 
          ใครจะไปรู้ . . . . . . . .

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ยางลบสื่อรัก


การให้... คือการแสดงออกอย่างหนึ่งที่ใครหลายๆ คน
มักนำมาเป็นนิยาม ความหมายของคำว่า "รัก"
เมื่อถูกถามได้ว่า... รักคืออะไร ?
ถึงตรงนี้ฉันมีเรื่องราว น่ารักๆ ของหนูน้อยคนหนึ่ง
อยากจะเล่าสู่คุณๆ ได้ฟัง
อืม... ฉันขอตั้งชื่อเรื่องว่า "ยางลบสื่อรัก" ก็แล้วกัน


       "ทรงพลขอยืมยางลบหน่อย"
       เพื่อนจอมซนที่นั่งอยู่ด้านหลังสะกิดเรียกเด็กชายทรง พล
       เด็กชายทรงพลยื่นยางลบสีขาวของตนเองให้ไป ยางลบก้อนนั้นถูกนำไปถูไถกับสมุดของเพื่อน สักพักหนึ่งก็ถูกส่งกลับมา
       เด็กชายทรงพลคือหนูน้อยวัย 5 ขวบ ที่มาโรงเรียนแต่เช้าพร้อมอุปกรณ์เครื่องเขียนครบครั น โดยเฉพาะยางลบ!


          ด.ช.กฤษณะ . . . ชอบเล่นลูกข่าง
          ด.ช.ชูเกียรติ . . . ชอบเล่นซ่อนแอบ
          ด.ญ.ฤทัยชนก . . . ชอบเล่นตุ๊กตา
                            . . . แต่ . . . 
          ด.ช.ทรงพล . . . ชอบให้เพื่อนๆ ยืมยางลบ
          การให้เพื่อนยืมยางลบ ถือเป็นความสุขอย่างยิ่งของมนุษย์น้อยผู้นี้


       ถ้าผู้ใหญ่ตั้งคำถามปริศนากับเด็กน้อยทั้งหลายในโรงเ รียนอนุบาลแห่งนี้ 
       "วันไหนที่พวกหนูมีความสุขมากที่สุด?"
       บางคนอาจจะตอบว่า . . . "วันเกิด"
       บางคนอาจจะตอบว่า... "วันตรุษจีน"
       บางคนอาจจะตอบว่า... "วันปิดเทอม"


       แต่สำหรับเด็กชายทรงพล
       วันที่เขาฉีกยิ้มมากที่สุดคือ
       วันที่ยางลบหมด!!!


แม้ว่าวันนั้นจะเป็นวันที่เด็กชายทรงพล
ต้องเจียดเงินค่าขนมประจำวัน
เพื่อมาซื้อยางลบก้อนใหม่
แต่เด็กน้อยคนนี้ ก็รู้สึกอิ่มเอมหัวใจอยู่ไม่น้อย
เพื่อนนั้นหมายความว่า เขามีเพื่อนเยอะขึ้น
. . . ยางลบก้อนนั้น . . . เล็กลงทุกวัน
. . . แต่เพื่อน . . . ก็เยอะขึ้นทุกที


นอกจากจะได้เพื่อนเยอะแล้ว
เด็กชายทรงพลยังรู้สึกภูมิใจว่าตัวเองเป็นคนดี
ที่ให้เพื่อนยืมยางลบอย่างเต็มใจ


แต่เด็กชายวัย 5 ขวบ คนนี้ยังเยาว์นัก
ที่จะสัมผัสความรู้สึกดีๆ ของคำว่า "ฉันรักเธอ"
ดังเช่นหนุ่มสาว
แต่หนูน้อยน่ารักคนนี้
ก็สามารถเติมเต็มความสุขในหัวใจได้ไม่แพ้กัน
ด้วยคำพูดที่เขาชินหู . . . 


"ทรงพลขอยืมยางลบหน่อย"

รัก..คืออะไร

 "รัก..คืออะไร?"


          เราคงต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งอย่างตั้งใจ
          ถ้าจะตอบคำถามในข้อนี้ให้ง่ายและชัดเจนที่สุด
          เห็นทีจะต้องตอบแบบกำปั้นทุบดิน


 "รัก...ก็คือ...รัก"


          ความรัก...ไม่มีวันเป็นอย่างอื่น
          นอกจากเป็นตัวของมันเอง
          แม้ไม่เคยมีใครได้ยลโฉมของความรัก
          ว่าสวยหล่อขนาดไหน
          แต่ก็เชื่อว่าเราทุกคนสามารถรู้สึกถึงมันได้
          หากเรายังมีหัวใจ! เหลือพอ
          รู้สึกในวันที่เราเจ็บแล้วมีใครบางคนนั่งอยู่ข้างๆ


          แม้เขาคนนั้นไม่ได้เอ่ยปาก
          แต่เราก็ "รับรู้" ได้ว่า เขา "เจ็บ" ไปพร้อมๆ กับเรา
          รู้สึกในวันที่เราตื้นตัน
          แล้วมีใครสักคนนั่งฉีกยิ้มอยู่ไกลๆ
          แม้เขาคนนั้นไม่ได้เอ่ยปาก
          แต่เรารับรู้ได้ว่าเขาสุขล้นยิ่งกว่าตัวเราเสียอีก


          สำหรับใครๆ หลายๆ คน
          นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า... "ความรัก"


             . . . แล้วคุณล่ะ . . .
           "ความรัก...คืออะไร ?"


          หลายคนบอกว่า...การตามหา "รักแท้"
          เสมือนหนึ่งการงมเข็มในมหาสมุทร
          แม้การงมเข็มในมหาสมุทรนั้นจะยากเข็นเพียงไร
          ทว่าสิ่งที่ยากยิ่งกว่านั้นหลายเท่าพันทวี
          ก็คือการที่คนธรรมดาคนหนึ่ง
          กล้าหาญพอที่จะประกาศก้องกับตนเองว่า
          "ฉันจะลองงมเข็มในมหาสมุทรดูสักครั้ง"
          และเมื่อใครสักคนเชื่อมั่นเช่นนั้นจริงๆ
          เชื่อเถอะว่า...ณ เสี้ยวเวลานั้นเอง


          . . . "รักแท้" . . .


          ก็คงกำลังเดินทางตามหาเขาคนนั้นเช่นกัน

รักทรหด

เมื่อคิดจะเล่าเรื่องรัก...
"ลุงแดงกับป้าน้อย" คือคู่รักคู่แรกที่ผมนึกถึง 
ผมควบม้ากระป๋องด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง 
เพื่อมุ่งตรงไปยังสุขุมวิท และเลี้ยวซ้ายตัดเช้าถนนบางนา-ตราด

          ไม่นานนัก...ผมก็มาหยุดที่บ้านพักสีขาวของท่านทั้งสองมาคราวนี้ผมหวังอยู่ในใจลึกๆ .

ว่าคุณลุงกับคุณป้าคงจะช่วยอะไรผมได้ด้วยการถ่ายทอดตำนานรักของท่านให้พวกเราได้รับรู้
ผ่านเยื่อไม้สะอาดตาสัก 2-3 แผ่น
          "ลุงกับป้า อย่าลืมเขียนนะครับ อาทิตย์หน้าผมจะแวะมารับ" ผมพูดอย่างอารมณ์ดี หลังจากที่ชักแม่น้ำทั้งห้าจนนได้ในสิ่งที่ต้องการ

          สัปดาห์ต่อมา ผมกลับไปที่นั่นอีกครั้งตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้
          "ป้าลืมซะสนิทเลย ยังไม่ได้เขียนให้เลยลูกเอ๊ย" คุณป้ากล่าวอย่างง่ายๆ ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกตกใจเล็กน้อย
          "ถ้างั้นเอาอย่างนี้ได้ไหมล่ะ" แล้วคุณป้าก็เล่าเรื่องราวของท่านให้ผมฟังโดยที่มีคุ ณลุงนั่งกุมมืออยู่ข้างๆ

          ฉันและสามีอยู่กินกันมาร่วม 30 กว่าปีแล้ว เราทั้งคู่กำลังล่วงเข้าสู่วัยที่เรียกว่า "
บั้นปลายของชีวิต" เราทั้งสองคนเกษียณเป็นข้าราชการบำนาญ เราทั้งสอง...ต่างดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อ ด้วยกิจการร้านเบเกอรี่เล็กๆ ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่น

          แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น... สามีของฉันที่สุขภาพแข็งแรงมาตลอด กลับกลายเป็นอัมพาตในชั่วข้ามคืน เขาต้องกลายเป็นคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แม้แ ต่น้อย

          เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดในชีวิต
          ที่เราทั้งสองเคยเจอกันมา...


          ถึงแม้สามีจะตกอยู่ในสภาพแบบนี้ แต่ฉันก็ยังคอยดูแลอยู่ไม่ห่างคอยให้กำลังใจ 
ปรนนิบัติเป็นอย่างดี ด้วยเพราะความรักที่เราร่วมสร้างกันมากว่าครึ่งค่อนชีวิต

          และนับตั้งแต่สามีได้ล้มป่วยลง ฉันก็หันมาดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น เริ่มเอาใจใส่เรื่องอาหารการกิน หันไปทานอาหารเพื่อสุขภาพ ทานอาหารเสริม และยาบำรุงอีกหลายขนาน พอตกเย็นก็จะไปออกกำลังกายที่ชมรมแอโรบิกในหมู่บ้านทุกวัน
          เพื่อนๆ ที่สนิทกัน ต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วยที่ฉันหันมาเอาใจใส่ดูแลตัวเองมากขึ้น


                 "อืมม...ดีแล้วล่ะ ที่หันมาออกกำลังกาย
                 จะได้ไม่เป็นแบบสามีของเธอ"

          ญาติๆ ของฉันก็บอกในทำนองเดียวกัน
          "ระวังตัวเองไว้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อแบบคนที่บ้านเธอ"
          คนรอบข้างหลายคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกัน หลายคนยังชวนให้ฉันไปวิ่งตามสวนสาธารณะต่างๆ ในตอนเช้า อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่สามีของฉันที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงก็ยังเห็นดีด้วย
          "ดีแล้วที่คุณหันมาออกกำลังกาย คุณจะสุขภาพดีไม่ต้องมีสภาพเหมือนผมตอนนี้"
          ฉันยิ้มขณะที่ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กๆ เช็ดตัวให้เขาอยู่

          "ไม่ใช่หรอก ฉันไม่ได้กลัวจะเป็นเหมือนคุณ แต่กลัวว่าถ้าฉันเกิดไม่สบายไปอีกคน ใครจะดูแลคุณล่ะ"
            แม้โรคร้ายจะส่งผลให้ร่างกายของคุณลุงแดง
           ไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้


           . . . แต่ . . .


          มันไม่สามารถส่งผล
          ยับยั้งหยดน้ำตาแห่ง ‘ความรัก’
          ได้แม้แต่น้อย . . .


          ขณะที่ป้าน้อยกำลังเล่าเรื่องให้ผมฟัง
          ผมสังเกตเห็นลุงแดง บีบมือป้าน้อยแน่นขึ้น แน่นขึ้น
          คล้ายๆกับจะบอกให้ป้าน้อยรู้ว่า
“ขอบคุณเหลือเกิน...คนดี”

ด้วยรักและฟันผุ

             หากมีใครสักคนนึกสนุก
          อยากทดสอบเชาวน์ของเราด้วยคำถามที่ว่า
          "ความรักคืออะไร" คือ "แบบไหนเล่าจึงจะเรียกได้ว่ารัก"
          ด้วยพิษสงของคำถามที่ดูคล้ายๆ ว่าจะง่ายนักหนาในข้อนี้
          อาจทำให้เราตีลังกาปวดสมอง ไปสิบแปดตลบกว่าๆ

          เพราะคิดไม่ออกบอกไม่ถูก ว่าจะหานิยามใดมาจำกัดชอบเขตของคำว่า "รัก" ได้อย่างเหมาะสมลงตัว จนฟังแล้วต้องเอาฝ่ามือตบโต๊ะดัง..ปัง) พร้อมกับพูดออกมาดังๆ ว่า "นี่แหละใช่เลย!!!"

          ความพยายามที่จะหาคำตอบในครั้งนี้
          เสมือนหนึ่งเราเป็นตากล้องมือสมัครเล่น
          ที่มีแต่กล้องถ่ายรูปอันกระจ้อยร่อย
          แต่อาจหาญอยากที่จะบันทึกภาพความสวยงาม
          ของมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่
          ด้วยการกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว!

          หากตอบไปว่า "รักคือการเสียสละ"
          น้องๆ นุ่งๆ หลายๆ ชีวิต คงบ่นกันขรม และติเพื่อหมื่น
          ว่ามันเชยไปหน่อยสำหรับพ.ศ.นี้

 งั้นลองใหม่!!

          "รักคือความเข้าใจ" อืม...ม มันก็จริงอยู่นะ แต่ดูยังไงๆ มันก็แค่เหล้าใหม่ในขวดแตกสำหรรับใครบางคนอยู่ดี เอาเป็นว่า เรามาฟังเรื่องของใครบางคน สมัยที่เขายังเป็นเด็กน้อยตัวเท่าลกแมวกันดีกว่า ใครคนนั้นมี มีชื่อว่า "ต้อม" แล้วเขาก็มีน้องชายที่แสบแบบกินกันไม่ลงชื่อ "ตั้ม"

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า...

          ย้อนไปประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ในวันที่ต้อมและตั้ม สองเสือหัวแข็ง เพิ่งลืมตาขึ้นมาสร้างความปั่นป่วนให้โลกใบนี้ได้ไม่นานนัก ทุกๆ เช้าเย็น เพื่อนบ้านแถวนั้น มักจะได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กตัวเล็กๆ สองคนอยู่เสมอ ต้อมเล่นสนุกกับน้อง ตั้มเล่นสนุกกับพี่บางครั้งก็ทะเลาะกัน งอนกันจนแทบไม่มองหน้า แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็วิ่งไล่จับกันเหมือนเคย

          คุณแม่ของต้อมและตั้ม หมั่นปลูกฝังความรักให้ลูกทั้งสองอยู่ตลอดเวลา
          "เราสองคนเป็นพี่น้องกัน ต้องรักกันให้มากๆ นะจ๊ะ"
          "คร๊าบ...บ" สองหนุ่มจอมป่วนรับปาก ก่อนวิ่งแจ้นออกไปเล่นไล่จับกันต่อ

          เด็กตัวน้อยๆ ทุกคนมักมีสิ่งที่ชื่นชอบเหมือนๆ กัน นั่นคือลูกกวาด ขนมหวานที่อุดมไปด้วยน้ำตาล และสีผสมอาหาร ตั้มผู้เป็นน้องชอบลูกกวาดเป็นชีวิตจิตใจ เขาติดลูกกวาดงอมแงม ราวกับติดยาเสพติด จำเป็นต้องให้กระพุ้งแก้มและลิ้นรับรสทำงามอยู่ตลอดเวลา

 คุณแม่จอมเฮี้ยบ คอยกำชับเป็นหนักหนาว่าอย่ากินลูกกวาด

          "แม่ห้ามไม่ให้ลูกกินลูกกวาดอีกแล้วนะ ลูกกวาดพวกนี้กินบ่อยๆ ฟันก็จะผุ พอฟันผุแล้วก็ต้องไปหาหมอฟัน ไปให้หมอเขาเอาคีมใหญ่ๆ มาถอนฟันให้เจ็บๆ ลูกกลัวมั้ย ถ้ากลัวก็อย่ากิน ต้อมต้องคอยห้ามน้องอย่าให้น้องกินอีกนะลูก!" คุณแม่พร่ำบอกแทบทุกวันค่ำเช้า

 แต่เด็กก็คือเด็ก!

          แม้ว่าสองหนูน้อยจะกลัวหมอฟันมากเพียงใด แต่ก็ยังกินลูกกวาดเรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณแม่จับได้ว่าสองพี่น้องเอาเงินค่าขนมไปซื้อลูกกวาดกินจนหมดเกลี้ยง

          เธอเหลืออด และเอือมระอากับพฤติกรรมของลูกชายจึงเรียกทั้งสองเข้ามาแล้วจัดการลงโทษต้อมเพียงคนเดียว ในฐานะพี่ชาย ที่ไม่ยอมห้ามปรามน้อง ซ้ำยังร่วมกระทำผิดไปอีกคน ด้วยความที่แม่เกิดบันดาลโทสะ เธอจึงตีอย่างไม่ยั้ง ไม้เรียวอันเล็กๆ เมื่อกระทบกันขาอ่อนๆ มันช่างเจ็บเหลือใจ ต้อมร้องลั่นเพราะความเจ็บปวด โดยที่ตั้มผู้เป็นน้องยืนน้ำตาซึมอยู่ใกล้ๆ

          "อยากฟันผุนักใช่มั้ย แม่บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่ากินลูกกวาดพวกนี้ เตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ต้อม! เราเป็นพี่ทำไมไม่ห้ามน้อง กลับไปกินด้วยกันอีก ห๊า!"

 ต้อมผู้เป็นพี่สะอึกสะอื้นตอบกลับมา

          "หนูไม่ชอบกินหรอก 
           แต่ที่กินเพราะไม่อยากให้น้องไปหาหมอฟันคนเดียว"
           ความรักของพี่น้อง 
           ...อาจทำให้ฟันผุไปบ้างตามประสา
           ...แต่มันก็คุ้มค่าเหลือเกิน
          
          และนี่ก็คือปูมหลังอันหวานละไมของต้อมกับตั้ม
          ที่เราๆ มีโอกาสได้ฟังจากคำบอกเล่าของแม่ใจดี
          ผู้สวมบทแม่ใจร้าย เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว
           

ของขวัญวันเกิด

และแล้ว วันทีผมรอคอยก็มา 1 ปีเต็มๆ ก็มาถึงจนได้ วันที่ 6 ตุลาคม เป็นวันเกิดของผม

วันนี้ ผมถูกคุณแม่ปลุกให้ตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี
คุณแม่ผู้แสนดีเตรียมของตักบาตรให้แต่เช้า มีดอกไม้ธูปเทียน ข้าวสวย กับข้าวสองอย่าง และขนมหวาน
พระสงฆ์เข้ามารับบาตรทีละรูป ทีละรูป เสียงสวดมนต์ให้พรดังขึ้น ผมหลับตาปี๋ คิดว่าวันนี้คงได้บุญมาเพียบแน่เลย

เช้านี้ผ่านไปแล้ว
ถึงตอนเย็นช่วงที่ผมเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ

ขนมเค้กชิ้นโตและของขวัญวันเกิดกำลังรอผมอยู่
ปีนี้คุณแม่จะให้ของขวัญอะไรกับผมนะ
เคยบอกไปหลายครั้งว่าอยากได้จักรยาน กับรองเท้ากีฬา
แต่ระหว่างสองอย่างนี้คุณแม่จะซื้ออะไรให้น๊า
. . . . . . ตื่นเต้นจังเลย


ในที่สุดเค้กช๊อคโกแลตชิ้นใหญ่พร้อมเทียนว่างไสว
ก็ถูกยกมา ผมเองยิ้มแก้มปริ
คุณแม่ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้ผม
ผมอธิษฐานอยู่พักนึงแล้วเป่าเทียน  
ฟู่ววว. . . . . 


คุณแม่หยิบสมุดกับดินสอส่งให้ผม
ผมสงสัยเล็กน้อย “นี่อะไรหรอแม่ ?”
“ของขวัญวันเกิดไงลูกจ๊ะ”
“อ้าว ทำไมแม่ไม่ซื้อจักรยาน หรือรองเท้ากีฬาเป็นของขวัญเหมือนที่ลูกอยากได้ล่ะ”
เสียงผมเริ่มสั้นเครือ น้ำตาเริ่มซึม คิดถึงของที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะได้


“ ที่แม่ซื้อสมุดกับดินสอให้ก็เพราะอยากให้ลูกเรียนเก่งๆ โตขึ้นไปลูกจะได้มีเงินซื้อของทุกอย่างที่ลูกอยากได้ไงล่ะ
คุณแม่พูดพร้อมกับลูบหัวของผมอย่างเอ็นดู

ทุกวันนี้ แม้ผมจะทำสมุดเล่มนั้นหายไปนานแล้ว
แต่ผมยังคงใช้ดินสอที่แม่ให้มา
เขียนหนังสือ และแต่งเพลงที่ตัวเองรัก
จริงๆนะ มันเหมือนกับที่ใครหลายคนบอกไว้จริงๆ
ของบางอย่าง เรื่องบางเรื่อง คนบางคน
ต้องใช้ ‘เวลา’ เป็นเครื่องพิสูจน์

สำหรับความรักของพ่อแม่ก็เหมือนกัน
ผมคิดว่าเราคงประมาณไม่ถูกหรอกว่า
“ท่านรักเรามากเพียงใด”
จนกว่าจะถึงวันที่เรา ได้เป็นพ่อแม่ของใครสักคนนั่นแหละ

แล้ววันนั้น
เราอาจรู้เสียทีว่า
ทำไมพ่อแม่จึงรักลูก.....มากกว่า..... .....ชีวิตของตัวเอง..... 

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ข้อคิดดีดี...ของคนที่ไม่เหลือใคร

ข้อคิดดีดี...ของคนที่ไม่เหลือใคร

หากคุณโดนทิ้งและเสียใจ
จงคิดไว้ว่า...คุณไม่ใช่คนเดียวในโลกที่อกหัก
ไม่มีใครไม่เคยเสียใจ...ทุกคนเจ็บช้ำมาแล้วทั้งนั้น

ความเหงา...อาจทำให้รู้สึกอ้างว้าง
แต่ไม่เคยทำให้ใครเจ็บปวด จงรักในขอบเขตที่จะรักได้
เพราะคนบางคนเกิดมาเพื่อ...จะให้เรารัก
แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อ...เป็นของเรา

คิดไว้ซะว่า...เมื่อก่อนเราไม่มีเค้า เราก็อยู่ได้ 

ตอนนี้ไม่มีเค้า จะต้องไปแคร์อะไร 

อย่าคิดว่าเค้าคือคนที่ดีที่สุด
ถ้าเค้าคือ คนที่ดีที่สุดจริงๆ เค้าคงไม่ทำให้คุณเสียใจขนาดนี้
ลองเปิดใจหาคนใหม่

เคยได้ยินคำนี้มั๊ย "เหนือฟ้ายังมีฟ้า"
ยังมีคนที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
ยืนรออยู่ข้างหน้า...ก้าวเดินต่อไป อย่าย่ำอยู่กับที่
อย่าเดินถอยหลังไปหาอดีตที่ทำให้คุณเสียใจ

วันนี้อาจเป็นวันที่ฝนตก ฟ้าครึ้ม
จงนึกไว้เสมอว่า...ต้องมีซักวันที่อากาศสดใส
พรุ่งนี้ต้องเป็นของเรา

เหมือนกับเนื้อเพลง เพลงหนึ่ง ที่บอกว่า

เคยมีใครหนึ่งคน ได้บอกฉันมา...ว่าใครทำให้เราต้องเจ็บช้ำใจ
ลองไปเก็บก้อนหินขึ้นมาซักอัน
และเอาใส่มือนั้น และบีบมันไว้

บีบให้แรงจนสุดมือ ให้มือทั้งมือมัน เริ่มสั่น
ใครคนนั้น ยิ้มให้ฉัน ถามว่าเจ็บมือใช่ไหม
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ...ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง

ให้เธอคิดเอาเองว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ...ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ 

ถูกเค้าทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง

พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้
และวันนี้...ต้องผ่านไปอย่างมีค่า
ความหวังยังไม่ไกล หากใจจะคว้า
ขอเพียงอย่าท้อแท้ ...แ ค่ นั้ น เ อ ง